ไทย: ครัวของโลกอย่างยั่งยืน?

‘ครัวอาหารโลก’ ความพร้อมของไทยในการเป็นอู่ข้าวอู่น้ำโลก
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 17 กุมภาพันธ์ 2554 19:38 น.
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรและแปรรูปเป็นอาหาร จัดเป็น 1 ใน 7 ประเทศของโลกที่มีอาหารบริโภคอย่างพอเพียงและยังมีเหลือเพื่อการส่งออก เห็นได้จากภาพรวมผลผลิตสินค้าเกษตรในปี 2553 ที่ผ่านมา ยังมีปริมาณสูงกว่าการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งสามารถทำรายได้เข้าประเทศจากการส่งออกผลผลิตทางเกษตรและอาหาร
       
       เมื่อเกิดวิกฤตอาหารโลก ปี 2551 ซึ่งมีการประท้วงถึงราคาอาหารและเครื่องโภคภัณฑ์ที่มีราคาสูงจนเกิดการจลาจลในหลายประเทศทั่วโลก โดยรัฐบาลของหลายประเทศต่างกังวลว่า ปัจจัยนี้อาจเป็นภัยคุกคาม อันส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
       
       ล่าสุด โรเบิร์ต บี เซลลิก ประธานธนาคารโลก กล่าวในที่ประชุมธนาคารโลก ว่า ราคาอาหารทั่วโลกพุ่งขึ้นจนถึงระดับที่เป็นอันตรายแล้วในขณะนี้ และได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ยากจน 44 ล้านคน ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งดัชนีราคาอาหารโลกเฉพาะเดือนมกราคม 2554 เพิ่มขึ้นไปแล้ว 3.4 เปอร์เซ็นต์ ทำสถิติเพิ่มขึ้นสูงสุดนับจากเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2533 ซึ่งสอดคล้องกับนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังระดับโลก นูเรียล รูบินี ที่ลุกขึ้นเตือนกลางที่ประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมาว่า ภาวะอาหารแพงถือเป็นภัยคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจ
       
       จากเหตุการณ์ดังกล่าว อาจต้องบอกว่าเป็นความโชคดีของประเทศไทย นอกจากจะมีอาหารเพียงพอแล้ว ยังมีเหลือสำหรับการส่งออก ได้อีกด้วย…!!!
       
       ดูได้จากการที่ไทยผงาดขึ้นสู่ตำแหน่งครัวอาเซียนเป็นที่เรียบร้อย วัดได้จากการประเมินสถานการณ์ของอุตสาหกรรมอาหารไทย กับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 พบสัดส่วน 74 เปอร์เซ็นต์ของการค้าอาหารอาเซียนทั้งหมด หากพิจารณาเฉพาะการค้าในอาเซียน มีมูลค่า 18,493 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 554,790 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2552 ประมาณ 23.7 เปอร์เซ็นต์แล้ว นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการปรับลดภาษีนำเข้าในอาเซียนลดลง บวกรวมเข้ากับเรื่องที่สถาบันอาหารได้ประเมินสถานการณ์ของอุตสาหกรรมอาหารไทย กับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
       
       เพราะฉะนั้น ความหวังที่จะก้าวจากครัวอาเซียนไปเป็นครัวอาหารโลกนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว ในสถานการณ์ที่โลกกำลังก้าวสู่การเผชิญหน้าอาหารขาดแคลน มาดูความพร้อมของอุตสาหกรรมอาหารของเมืองไทยว่าจะไปสู่จุดนั้นได้หรือไม่?
       
       ครัวอาหารโลก ไม่ใช่ฝันซะทีเดียว
       
       “เราสามารถแข่งขันได้ เพราะถ้าเราส่งออกเป็นวัตถุดิบอาหาร เราจะมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเขาเพิ่งพ้นภัยสงครามมา”
       
       เป็นความคิดเห็นเบื้องต้นของ รศ.ดร. สุรวิช วรรณโรจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่พูดถึงขีดความสามารถของประเทศไทยในการก้าวไปเป็นผู้นำการส่งออกอาหารระดับโลกและครัวฮาลาลว่า มีความพร้อม เพราะประเทศไทยมีประสบการณ์และประสิทธิภาพในการผลิตอาหารฮาลาล ซึ่งขณะนี้มีนโยบายว่าจะเปลี่ยนจากผู้ส่งออกวัตถุดิบอาหารเป็นผู้ส่งออกอาหารสำเร็จหรือแปรรูปแทน
       
       รศ.ดร.สุรวิช ยังมองว่า หากประเทศไทยใช้ขีดความสามารถและความได้เปรียบในการส่งออกอาหารไปยังตลาดโลกหรือครัวฮาลาลนั้น นอกจากจะทำให้มีตลาดการส่งออกที่กว้างขึ้นแล้ว ในด้านส่วนแบ่งทางกำไรก็จะสูงขึ้นด้วย และแน่นอนว่าจะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากขึ้น เพราะว่าราคาต่อหน่วยสูงขึ้น
       
       แต่ประเด็นนี้ก็ยังมีจุดที่น่าจับตามอง เนื่องจากยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีการพยายามผลักดันให้มีการนำเอาอาหารตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) มาใช้ในการผลิต ซึ่งแทนที่จะเป็นการรักษาตลาดให้กว้าง กลับเป็นการจำกัดตลาดให้แคบลง
       
       “จีเอ็มโอมีบางประเทศที่ยอมรับส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหา เราต้องมีการจัดการที่มากขึ้น อย่างประเทศแถบยุโรปเขาก็ไม่ต้องการบริโภคพวกจีเอ็มโอ ฮาลาลบางส่วนก็ไม่รับจีเอ็มโอ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมองเรื่องตรงนี้อย่างรัดกุม”
       
       ชูพืชสมุนไพร กระแสนิยมตลาดโลก
       
       นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหลักของการก้าวสู่ครัวอาหารโลกของไทย โดยการหยิบเอาพืชสมุนไพรเป็นตัวชูโรงในการส่งออก ซึ่งแนวคิดเรื่องนี้ ดร.อมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร แนะว่า
       
       “อาหารไทยเองก็มีสมุนไพรซึ่งถือเป็นคุณสมบัติเฉพาะผสมผสานอยู่ เราสามารถนำมาใช้ในการโปรโมตได้ และถ้ามองในแง่ของการตลาดต่างประเทศเอง ต้องยอมรับว่าอาหารไทยอยู่ในระดับพรีเมียมหรือคุณภาพสูง ราคาเราจะแพงกว่าอาหารของจีน ของที่อื่น และรสชาติเองก็เป็นกลาง ถูกปากคนที่ลิ้มลอง เวลาทำอาหารก็ยังสามารถปรับได้ เช่น ความเผ็ด ถ้าคนไม่ชอบก็ปรับลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้รสชาติของอาหารเปลี่ยนไป”
       
       อธิบายง่ายๆ ก็คือด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ หากไปเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยถือว่าทำแต้มต่อได้ด้วยซ้ำ แถมที่ผ่านมา อาหารไทยยังถูกนำไปผูกติดกับการท่องเที่ยว โดยร้านอาหารไทยเองก็ถือเป็นจุดขายสำคัญที่ถูกนำมาใช้กับกลุ่มลูกค้าต่างประเทศให้เกิดกระแสการพูดต่อ เพราะส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดที่ได้รับประทานก็มักจะชอบ และพอกลับไปประเทศของตนก็มักจะเข้าไปใช้บริการในร้านอาหารไทยอยู่เสมอ
       
       หันมาพิจารณา การเกษตรอินทรีย์
       
       นอกจากตัวเลือกและการเสนอแนะทั้งหมดข้างต้น การชูเรื่องของการเกษตรอินทรีย์เข้าไปแข่งขันในตลาดโลก ก็ถือเป็นการสร้างจุดแข็งที่น่าสนใจและท้าทายอยู่ไม่น้อย ยิ่งเมื่อได้ฟังความคิดเห็นของ วิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล นายกสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย ที่เสนอว่า เกษตรอินทรีย์นั้น ควรจะเป็นทางเลือกหนึ่งในหลายๆ ทางของเกษตรกร ที่แม้ว่าต้นทุนของการทำเกษตรอินทรีย์จะสูง แต่ถ้าคิดโดยรวมแล้ว กำไรที่ได้จากการส่งเข้าสู่ตลาดนั้นก็มีมาก และมากกว่าการส่งออกในตลาดแมสหรือกระแสหลักวงกว้างอย่างแน่นอน
       
       แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะนำเรื่องของเกษตรอินทรีย์ไปแข่งขันในตลาดโลก จะต้องมีการพัฒนาต่อเนื่อง และต้องมีหลายกลยุทธ์หลายแนวทางเพื่อลดความเสี่ยง
       
       “ทางออกก็คือมันจะต้องมีหลายขา เพื่อความมั่นคง มันจะต้องหาคนที่เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องมาดู แต่ทีนี้ การพัฒนาการส่งออกอาหารนั้น สิ่งที่สำคัญมากคือเรื่องมาตรฐาน เอาแค่มาตรฐานความปลอดภัยของอาหารโดยทั่วไปก็สำคัญมาก แต่ระบบการตรวจสอบในไทยนั้นกลับโดนผูกขาดโดยรัฐ มันเป็นข้อจำกัด อย่างวงการเกษตรอินทรีย์ เรามีกรมวิชาการที่ดูแลเรื่องพืช กรมข้าวดูแลเรื่องข้าว กรมปศุสัตว์ กรมประมง ฉะนั้น ถ้าเกษตรกรคนไทยทำการเกษตรแบบผสมผสาน ก็จะต้องไปขอกับทั้ง 4 กรม ซึ่งการแยกเป็น 4 กรมนั้นต้องใช้งบประมาณถึง 4 เท่าตัว และยุ่งยาก คืออาจจะพูดได้ว่าระบบทางราชการของเรามันไม่ค่อยเอื้อต่อการส่งเสริมสักเท่าไร”
       
       ซึ่งหนทางในการทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตัวละครสำคัญในวงการอาหารโลกนั้น วิฑูรย์ ได้ชี้แจงลำดับขั้นตอนในมุมมองของเขาไว้ว่า
       
       “ด้านแรก เราจะต้องมีการกำหนดมาตรฐานให้เป็นสากลโดยใช้องค์กรในประเทศ สอง-ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรพร้อมเข้ามาทำ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานอาหารปลอดภัยทั่วไป การทำเกษตรอินทรีย์ หรือจะเป็นเรื่องใหม่ๆ อย่างเรื่องของการลดโลกร้อนก็ตาม”
       
       แนวทางกำจัดจุดอ่อน
       
       เมื่อประเทศไทยตั้งหลักปักฐานแล้วว่าจะเป็นผู้นำในการส่งออกอาหาร เรื่องการจัดการผลผลิตและทรัพยากรก็เป็นเรื่องสำคัญ เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.ดร. สุรวิช ขอเน้นหนักไปที่เรื่องของน้ำ
       
       “เราควรมีการจัดการน้ำที่เป็นระบบมากกว่านี้ ประสิทธิภาพในการผลิตอาหารของเราก็จะสูงขึ้น ตอนนี้ที่เราบอกว่า ผลผลิตเราต่ำ ไม่ใช่เพราะอะไร จริงๆ เรื่องของพืช การบริหารจัดการน้ำของเรายังประสิทธิภาพไม่ค่อยดี ไม่จำเป็นต้องไปถางป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกหรอก”
       
       ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบอย่างอื่นก็เป็นเรื่องปกติของเศรษฐกิจเสรี เพราะหากเมื่อสิ่งไหนที่ขาดแคลน หรือมีต้นทุนการผลิตที่สูง ก็สามารถนำเข้าแทน
       
       “เหมือนในอดีตที่ญี่ปุ่นซื้อข้าวไทยนำไปแปรรูปและส่งออกมาให้ไทยเราบริโภค การนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศข้างเคียงก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ”
       
       ส่วนเรื่องมาตรฐานนั้น ดร.อมร ให้ความเห็นว่า
       
       “ต้องยอมรับว่าคงไม่มีอะไรสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีระบบตรวจคุณภาพ แต่เรื่องถึงขั้นกินแล้วเสียชีวิต ของเราไม่มีปัญหาแบบนั้น ซึ่งเรื่องที่เราต้องช่วยกัน ทั้งรัฐ ทั้งเอกชน ผู้ส่งออก เพราะต้องคิดไว้เสมอว่าการดำเนินการใดๆ ก็ตามถือเป็นภาพลักษณ์ของประเทศ”
       ………
       
       ว่าไปแล้วภาคเกษตรกรรมของไทย จากการที่มีพื้นที่ของประเทศทั้งหมดประมาณ 320 ล้านไร่ ถูกปันส่วนไปเป็นพื้นที่การเกษตรมากถึง 130 ล้านไร่ โดยปลูกข้าวราวๆ 60 ล้านไร่ ยางพารา 14 ล้านไร่ ปาล์มน้ำมัน 4.5 ล้านไร่ อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพดรวมแล้วราว 20 ล้านไร่ ที่เหลือเป็นพืช ผัก ผลไม้ และพืชอื่นๆ กับปศุสัตว์และประมง จากสถานการณ์ที่โลกกำลังก้าวสู่ภาวการณ์ขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มขึ้นมาแล้วในปีนี้อย่างแน่นอน ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมาตั้งแต่โบราณจะสามารถผันตัวเองสู่ความเป็นศูนย์กลางอาหารเลี้ยงโลกได้หรือไม่…เป็นเรื่องที่น่าสนใจและท้าทายเป็นอย่างมาก ในวิกฤตโลกที่เป็นโอกาสทองของเมืองไทย.
       >>>>>>>>>
       
       ………
       เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
       ภาพ : ทีมภาพ CLICK
About these ads
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s