คุณแม่สอน ถาวร (3)

ตอนที่ ๔. บรรพบุรุษของนายสมบัติ  ถาวร

เขียนที่บ้านสมบัติ  ถาวร

วันที่  1  ตุลาคม  ..  2528/..1985

                                ฉันจะขอเขียนประวัติศาสตร์ของปู่ย่าตายายของเรา แต่นานมาแล้ว คือปู่วรราชของเราและย่าทุมมา  นั้นแต่ก่อน ท่านได้เป็นคนพุทธ  และได้พาลูกๆ ของท่าน….กับทางพุทธเป็นอย่างมาก  คือว่าท่านได้มีบุตรด้วยกัน 7 คน  เป็นผู้ชาย 4 คน หญิง 3 คน  ผู้ชายก็ให้บวชทุกคนเลย จนได้ชื่อว่าทิดหมุ่ง ทิดมาย เชียงสี เชียงลี พวกผู้หญิงก็มีชื่อว่า แม่ใหญ่แก้ว แม่ใหญ่บึ้ง แม่ใหญ่แหลม  พ่อใหญ่ทิดหมุ่งเป็นพ่อของลุงทองสา ลุงกองนางกวย  พ่อใหญ่ทิดมายเป็นพ่อของลุงบุญมา ครูคูณ ป้าจันทร์  แม่ใหญ่แก้วไม่ได้เข้ามากับปู่เลย  เพราะว่าเขาแต่งงานก่อนมีลูกเยอะแล้ว  แม่ใหญ่บึ้งเป็นแม่ของลุงสุด  แม่ใหญ่แหลมเป็นแม่ของแม่ใหญ่สั้นพ่อใหญ่สุวรรณ พ่อใหญ่เชียงสีเป็นพ่อของลุงอ้วน ลุงเลี่ยม ลุงเตียมที่อยู่บ้านหนองซ่งแย้ และเขาได้สิ้นชีวิตไปแล้ว เหลือแต่ลูกๆ เขาหลายคน  พ่อใหญ่เชียงลีเป็นพ่อของแม่เราเอง  ลูกหัวปีท่านก็เป็นป้าอบ ลุงลบแม่สอน น้าท่อน น้าเทพ น้าแสวง นี่แหละ

แต่เริ่มแรกนั้น ปู่วรราชของเราได้ยินว่ามีคุณพ่อฝรั่งมาเผยแพร่ ศาสนาอยู่ที่บ้านเซซ่ง  ปู่ก็เลยได้เห็นคุณพ่อฝรั่งจริงๆ  ชื่อว่าคุณพ่อต่องแต่งสมัยนั้น ปู่ก็ไปบอกคุณพ่อว่าอยากจะมาหาคุณพ่อ ว่าศาสนาพุทธกับศาสนาคริสต์มันต่างกันอย่างไร คุณพ่อองค์นั้นก็พูดเรื่องศาสนาให้ฟังหลายอย่าง  และยกตัวอย่างเรื่องแม่พระ พระเยซูเจ้า  บิดามารดาเดิมทำผิดติดบาปกำเนิด และพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  เมื่อปู่ได้ฟังแล้วก็ติดใจ  นี่แหละจึงจะเป็นศาสนาของพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้  เมื่อปู่จะลากลับบ้าน คุณพ่อองค์นั้น ก็เอาหนังสือคำสอนเล่มใหญ่ให้ปู่มา มีทั้งหนังสือประถมเดิม หนังสือวิสัชนา  หนังสือภาวนาเล่มใหญ่  มีรูปภาพที่พระองค์รับทรมานและสิ้นพระชนบนไม้กางเกน  เมื่อปู่ได้มาแล้ว ก็เอามาเล่าให้ลูก ๆ ฟัง  ตอนนั้นพ่อใหญ่ลีของเรายังไม่แต่งงาน ยังเป็นหนุ่มอยู่กับพ่อ  ตอนนั้นท่านยังอยู่บ้านดงมะไฟ  ที่นั่นไม่เคยมีศาสนาคริสต์เลย  ปู่วรราชกับย่าทุมมาก็ได้พูดกันตกลงกันว่า  จะเข้าศาสนาของพระเป็นเจ้านี้แหละ  ศาสนาพุทธไม่ใช่ของพระเป็นเจ้า  ย่าทุมมาก็เห็นดีด้วย ท่านก็เลยสั่งสอนลูกเต้าของท่านว่า ให้ถือตามที่ปู่สั่งสอน  ท่านบอกว่า ลูกเอยถ้าไปคุยกับลูกสาวผู้ใด ถ้าเขาว่าไม่อยากเข้ารีตกับเรา ก็อย่าไปคุยนะตอนนั้น  พ่อใหญ่ลีของเราก็ยังเป็นหนุ่มและอยู่กับพ่อแม่  ท่านก็ไปทำนาเลี้ยงควายตามประสาบ้านนอก  วันหนึ่งพวกหนุ่มๆ ที่เป็นเพื่อนของพ่อใหญ่ลีก็ชวนพ่อใหญ่ลีเราไปงานบุญของศาสนาพุทธ พ่อใหญ่ลีเราก็ไปกับเพื่อนหลายคน  แต่ขณะที่นั่งพักกันอยู่กลางทุ่งนา  ย่าทุมมาก็ออกไปตามพ่อใหญ่ลีเราให้กลับคืนบ้าน  ท่านบอกว่า ขอให้ลูกกลับคืนไป  วันนี้แม่จะไม่ให้ลูกไปเลี้ยงควาย แม่จะไปเลี้ยงเอง จะให้ลูกนอนอยู่บ้านเฉยๆ ขอแต่ให้ลูกกลับคืนไป  เพราะว่าพ่อเราบอกว่าถือศาสนานี้แล้ว  ห้ามไม่ให้ไปถือศาสนานอก  พ่อใหญ่เราได้ยินดังนั้น  ก็คิดสงสารแม่และครุ่นคิดว่า  จะไปกับแม่หรือจะไปกับเพื่อนหนุ่ม ๆ ดี  เพื่อนก็มากันหลายคนและพวกเขาก็พูดว่า ไปๆ ไปเถอะไม่ต้องกลับคืนบ้านหรอก  แล้วพ่อใหญ่ลีเรา ท่านก็บอกกับเพื่อน ๆ ว่า  เราจะกลับไปกับแม่เราดีกว่า  ขอให้เพื่อนไปเล่นสนุกตามใจเถิด  พ่อใหญ่ลีเราเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว  ก็ไปเลี้ยงควายและไม่ยอมให้แม่ไป  พ่อใหญ่ลีของเราท่านเคยเล่าให้แม่ฟังหลายๆ อย่างที่ท่านไม่เคยขัดคำสั่งของแม่  ท่านก็บอกว่า จะเป็นบุญคุณของพ่อแม่นี้แหละ  คุ้มครองจึงไม่พาลูกพาเต้าอดอยากกับเขาสักทีเลย  พ่อใหญ่สีผู้พี่ชายได้พาลูกอดอยากต้องออกตระเวรไปหาข้าวบ้านโน้น บ้านนี้มาให้ลูกกิน   ส่วนพ่อใหญ่ลีเราไม่เคยเลย  ทั้งๆ ท่านก็เป็นคนขี้โรค  ร่างกายอ่อนแอ  ทำงานหนักๆ ก็ไม่ค่อยได้กับเขา    ท่านคิดว่าจะเป็นคนจนกว่าพวกพี่ๆ     ที่เป็นลูกของปู่วรราชหลายๆ คน 

ต่อมาปู่ก็พามาอยู่บ้านหนองซ่งแย้  สมัยนั้นคุณพ่อเดซาแวลแล้วเป็นพ่อเจ้าวัด  เมื่อพวกเรามาอยู่เรียบร้อยแล้ว  คุณพ่อเดซาแวลก็จัดให้พวกพ่อใหญ่มาเรียนคำสอน  ผู้ชายพ่อบ้านก็ไปเรียนตอนกินข้าวเย็นแล้ว  พวกแม่บ้านและพวกสาว ๆ ไปเรียนหลังกินข้าวเช้าแล้ว  พ่อใหญ่แม่ใหญ่ของเราพี่น้องของเราหลายคนก็ไปเรียนพร้อมกัน  ท่านบอกว่าสนุกกันมากตอนไปเรียนคำสอนตอนนั้น  บ้านหนองซ่งแย่ยังไม่ใหญ่โตเท่าไร  คนบ้านอื่นก็กำลังมาเข้าศาสนา  คนที่เขาบอกว่า เป็นปอบก็เข้ามาทุกปี มาทั้งพ่อทั้งแม่ทั้งลูก  ฉะนั้นบ้านหนองซ่งแย้จึงเป็นบ้านที่มีคนเรียนคำสอนมาก  มี พวกแม่ชีมาอยู่สามคน สมัยนั้นเขาไม่ได้เรียกว่า ซิสเตอร์อย่างทุกวันนี้ แต่เรียกว่า แม่ครู  แม่มาร์ธาซึ่งเป็นผู้อาวุโสกว่าคนอื่น ชาวบ้านเรียกท่านว่า แม่ครูมาร์ธา  และครูอีกสองคนที่เป็นแม่ชีอยู่กับแม่มารธา  และแม่มาร์ธาก็พาครูสองคนนี้แปลคำสอนช่วยคุณพ่อเดซาแวล  และแม่ใหญ่ของเราชื่อแม่ทองอินกับลูกสาวชื่ออบมาก็ไปเรียนคำสอนกับแม่ครูมาร์ธาพร้อมทั้งชาวบ้านคนอื่นอีกหลายคน  ตอนนั้นป้าอบมาอยู่คงจะอายุได้ประมาณ 15-16 ปี  เรียนคำสอนได้ดีกว่าคนอื่นที่ไปด้วยกัน  ต่อมาเมื่อพ่อแม่เรียนรู้คำสอนดีพอจะให้ล้างบาปรับศีลแล้ว  พ่อเจ้าวัดก็จัดการล้างบาปให้ทั้งพ่อแม่และป้าอบมาเมื่อล้างบาปเสร็จแล้ว  ครูแม่มาร์ธาพร้อมทั้งคุณพ่อเดซาแวลเห็นดีว่า ป้าอบมาเรียนคำสอนได้ พอที่จะเป็นครูสอนเด็กน้อยชาวบ้านต่อได้  ท่านทั้งสองก็เลยจัดให้ป้าอบมาสอนคำสอนช่วย  ให้เงินเดือนๆ ละหนึ่งบาท  ต่อมาก็ให้สองบาท  สมัยนั้นสอนตอนเช้า  วันละหนึ่งชั่วโมง  สอนช่วยท่านอยู่หลายปี  ต่อมาเมื่อคุณพ่อเดซาแวลถูกย้ายกลับเมืองนอก  คุณพ่ออาลาซาร์ตมาแทนและเป็นเจ้าวัดต่อ  ตอนนั้นบ้านเซซ่งก็เป็นบ้านคริสต์มานานแล้ว  แต่ไม่มีโรงเรียนคุณพ่อลาซาร์ตจะตั้งโรงเรียนขึ้นที่บ้านเซซ่ง  พอดีมีครูสุบินที่ไปเรียนบ้านเณรหนองแสงจบ ม.2 ก็เลยออกมาอยู่กับพ่ออาลาซาร์ตที่เป็นเจ้าวัด คุณพ่อก็ให้ครูสุบินสอนคำสอนเด็กช่วยอีก  ป้าอบมาก็สอนคำสอน  ครูบินได้มาเห็นป้าอบมาก็นึกชอบอยากแต่งงานด้วย  แต่ป้าอบก็นึกอาย  เพราะว่าเรายังไม่มีบ้านใหญ่โต  เพราะมาอยู่ใหม่ๆ พ่อเราก็ไม่แข็งแรง  อยู่บ้านหลังเล็กๆ มุงหญ้าแฝก แต่ครูสุบินเขาก็ชอบป้าอบมา  เพราะว่านิสัยป้าอบน่ารัก ไม่มีใครเหมือน  พวกที่เป็นหนุ่มๆ ด้วยกัน  เขาไม่อยากให้ครูสุบินแต่งงานกับคนจนๆ อย่างป้าอบมา  โดยเฉพาะพ่อบุญมี ศิลาโคตรซึ่งเคยบอกให้ครูสุบิน อย่าแต่งงานกับคนจนๆ เลย  อยากจะให้ครูบินแต่งกับลูกสาวเฒ่าพ่อแดงที่เป็นคนมั่งมีในหมู่บ้านหนองซ่งแย้  ลูกสาวของท่านชื่อนางเข็ม ศรีธาตุ ท่านเป็นคนร่ำรวยมาก ๆ เพราะว่าท่านเป็นคนที่มาตั้งบ้านหนองซ่งแย้ ยุ้งข้าวทั้งบ้านก็ใหญ่โตจนพวกเราอายเขา  พ่อใหญ่ลีเอง เคยไปขอเช่านาเฒ่าพ่อแดงทำอยู่หนึ่งปี  สมัยนั้นเช่าห้าตำลึงเป็นเงิน  20  บาท  ได้ข้าว  300  หมื่น(สามหมื่นหกพันกิโลกรัม)  และตอนนั้นพ่อบุญมีก็เป็นหนุ่มอยู่  บอกให้ครูสุบินเลิกเท่าไรก็ไม่เลิกพูด หยอกเย้าต่างๆ นาๆ จนครูสุบินทนไม่ไหว  จึงพูดว่า  ถ้าอยากจะให้เราถอนรักกับหญิงคนนี้ก็ให้ไปถอนต้นยางนาที่อยู่ในกลางป่าช้าเดี๋ยวนี้  ถ้าถอนได้ เราก็ออกได้  แต่นั้นมา พ่อบุญมีไม่กล้าพูดอะไรอีกเลย 

และต่อมาไม่นานครูสุบินก็ได้มาแต่งงานกับป้าอบมาจริงๆ การแต่งงานสมัยนั้น ไม่มีค่าสินสอดเลย  มีแต่เสื้อผ้าใส่เท่านั้นและแหวนเงินหนึ่งอัน  สำหรับสวมนิ้วมือเจ้าสาว  และสัญญากันต่อหน้าพ่อเจ้าวัดและพยานทั้งสองฝ่ายเท่านั้น  ก็เสร็จพิธี  ต่อมาครูสุบินก็ได้มาอยู่กินกับป้าอบไม่นานเท่าไรคุณพ่ออาลาซาร์ตก็ได้ย้ายครูสุบินไปสอนโรงเรียนที่บ้านเซซ่ง และเวลานั้นแม่ใหญ่ทองอินของเราก็ป่วยอยู่ไม่รู้ป่วยเป็นโรคอะไร  ท่านไม่คอยแข็งแรง แต่ท่านไม่อยากให้ลูกสาวไปอยู่กับสามี  เพราะว่ามันห่างไกลมาก  สมัยนั้นต้องเดินอย่างเดียว และต้องเดินตลอดวันจึงจะถึง  ต่อมาเมื่อพ่อเจ้าวัดมาเห็นพ่อใหญ่ลีแม่ใหญ่ทองอินเมื่อไร  ก็ต้องพูดทุกครั้งว่า ทำไมไม่ให้ลูกไปอยู่ด้วยกัน  พวกเจ้าทำเช่นนี้จะเป็นบาปนะ  คุณพ่อพูดเช่นนั้นหลายครั้ง ปีต่อมา พ่อใหญ่ลีจึงได้ส่งป้าอบมาไปอยู่กับสามี  สมัยนั้นเงินเดือนครูสุบินคุณพ่อก็ให้ 10 บาท สอนคำสอนอีก 5 บาท  รวมเดือน 15 บาท  ป้าอบมาก็ได้เอาเงินส่งมาให้พ่อซื้อบ้านหลังหนึ่งราคา 17 บาท  เอามาซื้อนา 17 บาท และเอามาซื้อควายอีก 22 บาท  เป็นตัวเมีย  พวกเราเลี้ยงมาก็ได้ลูกเต้ามาก็ได้แจกกันทุกคน คนละตัว  และต่อมาก็ได้ซื้อบ้านอีกหลังหนึ่ง 14 บาท  พ่อใหญ่ลีเราก็ให้เอาปลูกต่อกัน  เป็นสองหลังขึ้นใหญ่โตพอสมควร  ไม่อายชาวบ้านเท่าไร พ่อใหญ่ลีเรานับว่าได้พึ่งพาลูกคนหัวปีมาก คือ ป้าอบมาเป็นคนที่คอยพยุงพ่อแม่ให้มีอยู่มีกินขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแม่ก็โตขึ้นมาเป็นสาว  แม่ศรัทธากับวัดมา ไม่ว่าคุณพ่อจะมาอยู่สมัยใด แม่ก็ไปหัดร้องเพลงกับหนุ่มสาวด้วยกัน  ร้องเพลงวัดนะไม่ใช่เพลงโลก คุณพ่อเจ้าวัดเปลี่ยนจากพ่ออาลาชาร์ตมาเป็นคุณพ่อเดกีเอ  ท่านก็บอกกับพวกแม่ว่า ถ้าใครมาร้องเพลงสรรเสริญพระเป็นเจ้าและแม่พระ  ก็จะได้บุญเท่ากับเรามาสวดภาวนาในวัด พวกเรามีหลายคนก็พากันมาร้องเพลงวันอาทิตย์ตอนเย็นกินข้าวเย็นเสร็จแล้วแม่ก็มีเพื่อนที่มาจากบ้านน้อย คือ แม่ทองใบ นางโจมและคนอื่นๆ อีกหลายคน  แม่ก็ได้ร้องเพลงสรรเสริญแม่พระในวัดและร้องเพลงวันฉลองใหญ่ในวัดทุกครั้ง  ต่อมาคุณพ่อเดกีเอเห็นว่าแม่ไปร้องเพลงไม่ขาด ท่านให้แม่แปลคำสอนเด็กอีก  ท่านให้เงินเดือนละ 2 บาท  แม่ก็ไปสอนเด็กทุกเช้าวันละหนึ่งชั่วโมง  เมื่อคุณพ่อให้เงินเดือนแม่เมื่อใด แม่ก็เอาให้พ่อหมดเลย  คุณพ่อเจ้าวัดท่านให้เป็นเงินงวด ปิดเทอมเมื่อไร  ก็เอาเงินเดือนให้ครั้งละ 12-20 บาท แม่ก็เอาให้พ่อหมด แต่บางทีก็เอาไว้บาทเดียว  ไปซื้อเสื้อผ้าใส่ ซึ่งก็ได้สองตัว  แม่ทำเช่นนี้มาหลายปี  สมัยคุณพ่อวิตราโนหลังสงครามอินโดจีนตอนนั้น  คุณพ่อวิตราโน ก็ให้แม่สอนคำสอนเด็กอีก แต่คราวนี้คุณพ่อให้เดือน 1 บาท เท่านั้น  แม่ก็สอนคำสอนช่วยคุณพ่อจนได้แต่งงาน จึงได้หยุดไป

                                แม่จะขอเล่าเหตุการณ์กับพ่อใหญ่ลีของเราตอนที่แม่ทองอินได้ตายจากไปแล้ว  และป้าอบมาก็ไปอยู่กับสามีที่บ้านเซซ่งแล้ว  ครอบครัวของเราว้าเหว่ามาก คือ ขาดแม่บ้านจะทำกับข้าวให้กิน  สมัยนั้นก็ตำข้าวเอาเอง คือ ใช้ครกกระเดื่อง ใช้เท้าเหยียบครกตำข้าวแล้วก็ฝัด ฝัดแล้วก็ตำอีกจนกว่ามันจะขาวเอานึ่งกินได้  ก็นับว่าลำบากพอดู  ลุงลบพี่ชายแม่เขาก็เป็นผู้ชายไม่ช่วยทำอะไรเลย ตัวแม่เองก็ยังเล็ก ตำข้าวก็ไม่ได้  พ่อใหญ่ลีก็มาช่วยตำเพียงบางครั้ง แม่จึงไปชวนเพื่อนมาช่วยตำ ตำทั้งข้าวเขาข้าวเรา กว่าจะเสร็จก็เหนื่อยมาก  เสื้อผ้าจะใส่ก็ทอเอง ทำเป็นเส้นแล้วก็ทอเป็นผืน แล้วก็นำมาตัดเป็นเสื้อเป็นกางเกงนุ่งห่ม

ตอนนั้นแม่ก็ยังดีดฝ้ายไม่เป็น ก่อนจะดีดเราก็จะยีฝ้ายก่อน จึงจะนำไปดีด เมื่ออิ้วฝ้ายเสร็จ ก็จะให้แม่ใหญ่สีกา แม่ของแม่เหง่าที่อยู่บ้านข้าง ๆ ช่วยดีด  ดีดเสร็จแม่ก็ทำเป็นหลอดๆ (ใหญ่กว่าน้ำแข็งหลอด) แล้วก็เอาหลามาเข็นเป็นเส้น  จึงเอาไปทอเป็นผืน แล้วเอามาตัดเสื้อผ้าได้ สมัยนั้นชาวบ้านทำเช่นนั้นทุกคน  แม่ยังเล็กทอผ้าก็ไม่เป็น ทำได้แค่เข็นเป็นเส้น ป้าอบเขาก็ไปอยู่ที่หมู่บ้านเซซ่ง แม่ก็เอาฝ้ายที่เข็นเป็นเส้นฝากไปให้ป้าอบเพื่อให้ป้าทอเป็นผ้าขาวม้าหรือ ทอเป็นผ้าถุงมาให้พวกแม่และน้าท่อน น้าเทพ  หน้าแล้งใช้นุ่งห่ม ตอนแม่ทองอินตายจากไปใหม่ๆ น้าแสวงอายุได้ 3 ปี แต่ยังเดินไม่ได้ พูดก็ไม่ชัด มีแต่เยี่ยวรดที่นอนคืนละ 2-3 ครั้ง เวลาจะขี้ ก็จะขี้ราดไปทั่วบ้าน  พ่อใหญ่ลีของเราท่านรักลูกสุดท้องมาก ทำอะไรท่านก็จะไม่ว่า ทนเอาทุกอย่าง ซนเท่าไรก็ไม่ตี  ตัวของน้าแสวงเป็นคนร่างอ่อนๆ ยาวๆ เวลาจะเดินก็ใช้ตูดขยับ ๆ ไปเร็วๆ เมื่อไปถึงไม้หรืออะไรพอจับได้ จึงจะพยุงตัวขึ้น ยืนเรียกคนนั้นคนนี้ได้ แต่พูดไม่ชัด  คิดถึงความหลังก็สงสารน้องมาก  ไม่รู้ว่าเขาโตขึ้นมาได้อย่างไร  ตัวแม่เองก็อายุประมาณ 12-13 ปี สมัยนั้นคนเรายังไม่รู้ความอย่างทุกวันนี้  ถ้าเป็นทุกวันนี้ก็คงจะพอช่วยพ่อตัวเองรักษาความสะอาดให้น้องได้บ้าง  เมื่อแม่ทองอินตายจากไป 2 ปีกว่า  พ่อใหญ่ลีของเราก็ได้ไปพาพ่อใหญ่เหน่าไปหาแม่ใหญ่แย้มที่ต่อมาได้มาเป็นแม่ใหญ่ของเรา  ช่วงแรก ๆ ก่อนที่พ่อใหญ่ลีเราจะไปไหนมาไหน  ก็ไม่เคยบอกพวกเราเลย  ปล่อยให้แม่ น้าท่อน น้าเทพ และน้าแสวงอยู่ตามลำพัง ลุงลบเป็นหนุ่มเขาก็ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ  พวกแม่ 4 คน นอนอยู่บ้าน ส่วนพ่อใหญ่ก็แอบไปโดยไม่บอก  แม่เป็นคนโต ตื่นขึ้นมาตอนดึกๆ ไม่เห็นพ่ออยู่ด้วย ก็กลัวเด็กตามประสาเด็ก สมัยนั้นยิ่งกลัวมากกว่าสมัยนี้  นึกกลัวผีหลอก แม่ตัวเองนอนรู้สึกตัวขึ้นนอนเท่าไรก็ไม่หลับดูน้องทุกคนเขาก็หลับสนิท ตัวเราเองนอนไม่หลับสักทีก็กลัว  จนกว่าพ่อจะมาก็ดึก พ่อทำเช่นนี้ 3-4 ครั้ง แม่ใหญ่แย้มก็มีลูก 2 คน คือ นายบนและนางคำมุน แล้วพ่อใหญ่เราไปพูดกับพี่น้องเขา เมื่อตกลงกันแล้วก็บอกเฒ่าแก่ไปสู่ขอให้ตามธรรมเนียม เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็แต่งงานกันก็พาลูกสองคนทั้งแม่มาอยู่บ้านเรา ก็มีความอบอุ่นขึ้น  แม่ก็โตขึ้นมาเป็นสาว แม่ใหญ่แย้มก็ให้แม่หัดทอผ้านุ่งผ้าห่มให้น้องๆ ห่มทุกคน แม่ก็ทำเป็นทุกอย่าง เพราะมีแม่ใหญ่แย้มสอนให้ทำ  แม่ไม่เคยด่าว่าอะไรให้แม่ใหญ่แย้มเลย  มีหลายครั้งที่ท่านผิดกันกับพ่อใหญ่ ท่านได้พาลูกหนีไปอยู่กับพี่น้องของท่าน คือ แม่ใหญ่โคและแม่ใหญ่กว้าง หนีไป 3 ครั้ง  แต่ก็กลับมาหาพ่อใหญ่เราทุกครั้ง  ครั้งสุดท้ายท่านได้บอกว่า กูจะไปตายกับอีสอน อยู่ต่อมาไม่นานท่านก็ได้ล้มป่วยลงอย่างหนัก แม่ใหญ่ชิดก็ได้พานอนเฝ้าที่บ้านเรา  เมื่อท่านเดินไม่ได้ ก็ได้ถ่ายใส่ผ้าถุงเต็มไปถ่ายอยู่หลายวัน แม่ก็เป็นคนซักให้ท่าน แม่ใหญ่โคเห็นแม่ทำด้วยความพอใจไม่ทำหน้ารังเกียจ ท่านก็ชมแม่ว่าสมกับที่มันบอกว่า จะมาตายกับมึงละหนอ เอาผ้าถุงขี้ให้ซักก็ไม่ทำหน้าเหม็นลูกแม่ใหญ่จะทำเท่าเขาไหมหนอ ลูกเขาเป็นลูกเลี้ยง ลูกเราเป็นลูกจริง ลูกเราจะดีหรือชั่ว ก็ขอให้เอาอย่างลูกเขาก็ยังดี  ใครขึ้นมาบ้านเราแม่ใหญ่โคก็พูดให้เขาฟังหมดเลย ว่าแม่นี้ทำกับแม่น้าดี จนถึงวันสุดท้าย มึงทำอะไรก็ขอให้ได้ดี ให้ห่างมีดีได้หมดทุกอย่าง  แม่ใหญ่โคให้พรแม่ ไปอยู่บ้านใหม่ก็ขอให้ร่ำรวยเด้อ

                                แม่จะขอเล่าเหตุการณ์ที่แม่อยู่กับพ่อแม่ใหญ่แย้ม มาอยู่มีความอบอุ่นแล้ว แม่ก็ออกจากโรงเรียน แล้วโตขึ้นพอทำนาพ่อเป็นก็ไปทำนาช่วยพ่อ แม่ใหญ่แย้มดำนาเก่ง ดำเร็วจนไม่มีใครเทียบได้  ป้าอบมาไปอยู่บ้านเซซ่งถึงหน้าดำนา ปิดโรงเรียน ก็มาช่วยดำนาทั้งครูสุบินดำเสร็จ ก็ไปสอน ถึงหน้าเกี่ยวก็มาอีก เมื่อข้าวขึ้นบ้านเสร็จ พ่อใหญ่เราก็จะจ้างเกวียนขนข้าวไปส่งลูกทุกปี  เมื่อทำนาเสร็จพ่อใหญ่เราก็ให้แม่เลี้ยงวัวเลี้ยงควายทุกวัน ไปกับเพื่อนเขาหลายคนนับว่าสนุกดีตอนนั้น  น้าท่อนโตขึ้นมาเขาก็ไปอาราม น้าเทพโตขึ้นมาเขาก็ไปอาราม  มีแต่แม่อยู่บ้านกับลุงลบ น้าแสวงก็เป็นเด็ก  ต่อมาพ่อเลยขายวัวหมด เหลือแต่ควาย 2 ตัว แม่ก็ไปเลี้ยงทุกวัน ตอนดำนาเสร็จไปเลี้ยงที่นาของเรา สมัยนั้นเมื่อวันอาทิตย์ก็มีหนุ่มไปเที่ยวเล่นสาวเลี้ยงควายแถบทุ่งนา ของวัดแถบห้วยโพงโพด  แฟนใครแฟนมันไปเที่ยวคุยกันสนุก ก็สนุกดีนะไม่ใช่ไปหาความชั่วอย่างทุกวันนี้  พ่อเสี่ยนของเราก็ไปคุยกับแม่ คนอื่นเขาไปคุยกับแฟนเขา แม่ก็อายุ 19-20 ปี แม่ก็ไปกับน้องคำมุนและน้องแสวง เมื่อเขาหิวข้าว ก็กินตามประสาเด็ก  ส่วนเราคนใหญ่ไม่ได้กินข้าวเลย  เพราะอายต่างคนก็อายกันเลยไม่ได้กิน  พ่อเสี่ยนเราเคยไปหาแม่ที่นาหลายครั้ง จนพ่อใหญ่ลีพูดกับป้าอบมาว่า  แม่นัดหนุ่มๆ ไปที่นาหลายครั้ง กลัวมันจะเสียคน แม่เลยพูดกับพี่อบมาว่า ไม่เคยนัดใครเลยแม้แต่คำเดียว เขาไปหาเราโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า เมื่อเขาพูดกับเรา เราก็พูดกับเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ไม่เคยนึกว่าจะได้แต่งงานกับพ่อเสี่ยนเลย  เพราะฐานะเราต่ำกว่าเขามาก  ทั้งพ่อเสี่ยนเขาก็มีแฟนหลายคน มีแต่คนมั่งมีกว่าเรา  ตอนนั้นแม่ก็มีแฟนอยู่ 3 คน ยังไม่รู้ว่าจะเลือกเอาคนไหนดี  สมัยนั้นคุณพ่อวิตราโนมาเป็นเจ้าวัด ท่านได้จัดตั้งพวกกลุ่มเยาชนและนางสาว เรียกว่า ยุพดีท่านได้อบรมพวกยุพดีบ่อยๆ ท่านเตือนให้พวกแม่ที่เป็นนางสาวยุพดีให้รู้จักสวดภาวนา  ศรัทธาต่อแม่พระให้มากๆ เราต้องการอะไรขอแม่พระก็จะให้ท่านเตือนอาอย่างให้พวกเรารู้จักขอจากแม่พระ  แม่ก็เลยสวดขอว่า แฟนทั้งสามคนนี้ แม่พระจะเห็นสมควรกับลูกคนไหน ขอแม่จัดการให้ลูกด้วยเถิด  แม่สวดอยู่หลายครั้งหลายหน  ใจจริงของแม่ไม่คิดอยากจะแต่งกับพ่อเสี่ยนเท่าไร  เพราะว่านิสัยไม่ค่อยเรียบร้อยไม่อ่อนน้อม  แม่คิดอยากจะแต่งกับคนที่เป็นครูสอนด้วยกัน เขาเคยไปเรียนบ้านเณรจบ ม.1 กลับมาคุณพ่อเจ้าวัดเลยมาสอนคำสอนช่วยอยู่ที่วัด  ชื่อเขาว่าบุญเรียม งามวงศ์  เขาเคยเขียนจดหมายมาให้แม่หลายครั้ง และเคยมาคุยกับแม่ที่บ้านหลายครั้ง  หากพ่อเสี่ยนมาเห็นเขาเมื่อไร จะเป็นอันไม่ยอมให้เขาพูดคุยเลย เขาก็มีแต่เขียนจดหมายมาหาแม่ เขาเขียนจดหมายเพราะจังเลย   ทั้งกิริยาท่าทางเขาก็ดีทุกอย่าง   จนแม่ใหญ่แย้มพูดว่า บุญเรียมนี้ ท่าทางเขาชอบแม่มากกว่าไอ้เสี่ยน ถ้าเป็นแม่จะเอาคนนี้แหละ  แม่ก็เลยคิดว่าอะไรจะเป็นมากับเราก็จะเป็นมาจากเบื้องบน  เพราะเราสวดขออยู่บ่อยๆ แม่พระก็เลยให้แม่แต่งงานกับพ่อเสี่ยนจริงๆ เมื่อแต่งแล้วแม่ก็มีความลำบากมาก  พออยู่ด้วยกันมาได้ลูกคนหัวปีมายังไม่ถึงขวบ พ่อก็ถูกเกณฑ์ไปทำถนนที่เพชรบูรณ์  สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม บ้านหนองซ่งแย้เรา ทางอำเภอเลิงนกทาต้องการให้ไปกันเกือบหมู่บ้าน หมู่บ้านอื่นเขาไม่เอามาก ส่วนหมู่บ้านเราเจ้านายเขาเกลียดศาสนาเรา เขาเบียดเบียนเราทางอ้อม  เขาให้พวกเราไปมาก หมายจะฆ่าทางอ้อม  เพราะทางเส้นผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ มันมีผีร้ายมากผู้คนล้มตายกันไปมาก  เป็นไข้ป่า และเป็นบ้าเป็นบอกันเยอะ  แต่ที่หมู่บ้านซ่งแย้ของเราก่อนจะไปทำทาง ก็พากันไปขอมิสซาสุขสำราญกับคุณพ่อเจ้าวัด ทุกคนขอพระอวยพรให้อยู่ดีมีแรงก่อน จึงออกจากหมู่บ้าน ไป 45 วัน จึงได้กลับมาถึงบ้าน  และเมื่อกลับถึงหมู่บ้านก็ปลอดภัยทุกคนไม่เป็นอะไร ส่วนหมู่บ้านอื่นก็รอดมาครึ่งเดียวหรือไม่ถึงครึ่ง                                นี่ก็เป็นเพราะพระพรขอพระช่วยคุ้มครองพวกเราชาวบ้านซ่งแย้ทุกคน  และแม่ก็อยู่กับพ่อเสี่ยนมาก็ได้เกิดลูกอีกคนที่ 2 เป็นผู้ชายคนหัวปีก็เป็นผู้ชาย คนหัวปีเหมือนพ่อเราทุกอย่าง ร่างกายสูงเรียวตัวแดง คนที่ 2 ร่างใหญ่ขาวอวบน่ารักมากเลี้ยงง่ายไม่ค่อยป่วย  เกิดมาได้ 10 เดือนก็เดินจับข้างบ้านไปได้ แต่ว่าเขามีปัญหากินนมไม่อิ่ม แม่ตั้งท้องใหม่โดยไม่รู้ว่าตัวเองตั้งท้อง เพราะตั้งแต่เขาเกิดมาได้สิบเดือนไม่เคยมีประจำเดือน  แต่ไม่รู้ว่าตัวเองผิดปกติก็เลยเล่าให้พ่อฟัง ลูกเรากินนมไม่อิ่มแล้ว  เขาก็ล้มป่วยลงอย่างหนักทั้งตัวร้อน ถ่ายเป็นมูกเลือด  พ่อก็หายาพื้นบ้านให้กิน ยาก็ไม่มีพออย่างทุกวันนี้  กินยาอะไรก็ไม่ทุเลาลง เขาเป็นอยู่สองวันก็เลยมาชักดิ้นชักงอ หาอะไรมาใส่ก็ไม่หาย เมื่ออ่อนกำลังลงแล้ว ก็มีแต่นอนหายใจไม่รู้ว่าอะไร  นมก็กินไม่ได้ วันต่อมาก็สิ้นลมหายใจ  คนที่ 2 ตายก่อนคนหัวปี เมื่อลูกตายจากไปแล้ว แม่ก็มีความทุกข์เศร้าโศกมาก  ต่อมาเมื่อลูกคนหัวปีอายุได้ 4 ปี แล้วพ่อเราก็พาไปนาเดินไปตามคันนา ไปลื่นล้มลงท้องพาดคันนา ลุกขึ้นได้ก็ร้องไห้ เอามือลูบท้องให้พ่อดู นาเราก็เป็นดินทามเหนียวๆ เด็กชอบสีเมื่อเดินไป พ่อเราก็พาไปนอนอยู่ที่กระท่อมนา ก็ป่วยแต่วันนั้นมา เขาล้มวันอาทิตย์มาอยู่บ้านวันอังคารก็ตายไปอีก แม่ก็ได้แต่ร้องไม่รู้ที่จะทำอะไร  เหลือลูกคนเดียวคือพี่นิดของลูก  และต่อมาอีกไม่นานก็มีลูกสมบัติมาเกิดขึ้น ก็ค่อยยังชั่วหน่อยเป็นสองคน แต่ว่าตอนสมบัติเกิดมา เพิ่งจะคลานได้ ก็ป่วยเป็นไข้อีอีสุกอีใสที่ขมับข้างซ้าย ความร้อนสูงขึ้นสูง ทำให้ลูกชักอีก พ่อแม่กลัวลูกจะตาย ก็รีบเอาน้ำมาใส่หัวให้บรรเทาความร้อน น้ำก็บังเอิญเข้าหู  ผลสุดท้ายน้ำก็เข้าหูลูกจริงๆ พ่อเราก็เอาใจใส่หายามาใส่หูให้ลูกเป็นอย่างดี  แต่แล้วก็ไม่หายสนิทสักที  พ่อเราคิดว่าลูกจะไม่ได้เรียนหนังสือเพราะหูไม่ดี  แต่พระช่วยอวยพรลูกก็ได้เรียนหนังสือกับเขาได้  และต่อมาก็ได้มีลูกมาเกิดอีกเป็นผู้หญิงที่เป็นน้องของสมบัติ เกิดมาหน้าตาน่ารักมาก ผิวขาวๆ เลี้ยงก็ง่ายกินอิ่มแล้วไม่ร้องมีแต่นอน เมื่อหิวก็กิน นับว่าง่ายดีกว่าทุกคน  และเมื่อเลี้ยงมาได้ 3 เดือน ก็ป่วยเป็นโรคคอตีบ  คือว่าเป็นไข้ตัวร้อน 2-3 วัน ก็ร้องไห้ไม่ออกเสียงแหบแห้ง  แม่คิดว่าหวัดลงคอก็หายามาให้กิน  คิดว่าจะหาย หมอก็ไม่มีอย่างทุกวันนี้  นมก็กินได้ข้าวก็กินได้ แต่เสียงไม่มีอย่างเดิม แม่ก็พาไปนาคิดว่าจะไม่เป็นอะไร บอกให้พี่ๆ ให้คอยเอาใจใส่ดูน้อง อย่าให้น้องร้องไห้น้องยิ่งไม่มีเสียง  แม่ก็ไปทำงานช่วยพ่อเราพอตอนกลางวันมาก็เห็นว่าน้องเราไม่เหมือนเก่าแล้ว เขาคล้ายจะหายใจไม่ออกแล้ว  ดูหน้าตาก็เสียไปหมดแล้ว  พ่อเราก็มาหายาใส่กันก็ทุเลาลง ก็พาเข้าไปบ้านหาหมอยาตามบ้านมารักษาก็ไม่หาย  ผลสุดท้ายก็เลยจากแม่ไปเลย แม่ก็ 

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s