ร็อคเกอร์หรั่งรักชาติ

ร็อกเกอร์รักชาติ “หรั่ง ร็อคเคสตร้า”
โดย ผู้จัดการออนไลน์

14 มิถุนายน 2551 15:00 น.

       “…สาบานว่าไม่เสียใจ เสียใครไม่เท่าเสียเธอ
       จะยอมให้ใครมาทำร้ายเธอเป็นไปได้ไง รักเธอประเทศไทย…”
       

       ทุกครั้งที่บทเพลงนี้กระหึ่มก้องกังวานขับขานไปพร้อมๆ กับท่วงทำนองอันหนักหน่วงผ่านลีลาและน้ำเสียงอันทรงพลัง พลันเลือดรักชาติของสาวกร็อกเกอร์ทุกคนก็ฉีดพุ่งกลับมีแรงลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศชาติอีกครั้ง
       
       เจ้าของบทเพลงนี้คือ “หรั่ง ร็อคเคสตร้า” หรือ “ชัชชัย สุขาวดี” ซึ่งวันนี้เขาไม่เพียงแต่สื่อความหมายของบทเพลงที่ซาบซึ้งและกินใจให้รักชาติเท่านั้น แต่เขาถือเป็นหน้าที่ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่จะต้องลุกขึ้นปลุกจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ และพระมหากษัตริย์ด้วย
       
       หรั่ง ร็อคเคสตร้า เป็นหนึ่งในตำนานเพลงร็อกของเมืองไทยอีกคนหนึ่งที่ทรงคุณค่า และมากคุณภาพ ด้วยเสียงร้องอันทรงพลังที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ยากที่จะหาใครเหมือน
       
       หลายคนมักจะรู้จักเขาในฐานะ “ร็อกเกอร์” ผู้มีน้ำเสียงอันทรงพลัง แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาว่าเป็นอย่างไร
       
       “พอผมเรียนจบจากโรงเรียนดุริยางค์กองทัพเรือแล้ว ก็มารวมตัวกับเพื่อนๆเพื่อออกทำผลงานเพลง โดยใช้ชื่อเทปชุดแรกว่า “วงร็อคเคสตร้า” ซึ่งเป็นเพลงแนวร็อกที่มีทั้งเพลงรักและเพลงปลุกใจ แต่เนื้อหาในเพลงส่วนใหญ่ก็แฝงไปด้วยแง่คิดต่างๆอยู่เสมอ” หรั่งเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่จริงใจพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใส
       
       หลังจากที่เขาได้รวมตัวทำผลงานเพลงกับเพื่อนในนาม “วงร็อคเคสตร้า” ได้ไม่นาน ก็ผันตัวเองออกมาเป็นนักร้องเดี่ยว และมีผลงานเพลงออกมาให้แฟนเพลงได้ฟังกันอยู่ตลอดเวลา
       
       แต่งานเพลงที่สร้างชื่อให้กับร็อกเกอร์รุ่นเก๋าคนนี้ มีชื่อติดอยู่ที่ริมฝีปากของชาวไทยทุกคนจนมาถึงทุกวันนี้คือเพลง “รักเธอประเทศไทย” โดยมี “นัฐภพ พรหมสุนทรสกุล” เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองให้

มอบความสุขผ่านเสียงเพลง

       เพลงนี้แต่งขึ้นมาเพื่อกระตุ้นและปลุกใจให้คนเกิดความรักชาติ และความโด่งดังของเพลงนี้เอง จึงทำให้ชื่อของ “หรั่ง ร็อคเครสต้า” โดดเด่นขึ้นมาในฐานะ “ร็อกเกอร์” แถวหน้าของเมืองไทยอย่างสง่างาม และกลายเป็นร็อกเกอร์ที่มีคนคอยติดตามผลงานมากที่สุดคนหนึ่ง
       
       ชายหนุ่มบอกว่าทุกครั้งที่เขาเปล่งเสียงร้องเพลงนี้ออกมา เขารู้สึกหัวใจพองโตเหมือนทหารที่กำลังลั่นกลองเพื่อออกศึก นักการเมือง หรือนายพลที่ว่ามียศใหญ่ๆ แล้วยังตัวเล็กกว่าความรู้สึกของเขาที่มีในขณะนั้นด้วยซ้ำไป
       
       
ด้วยกระแสความร้อนแรงของเพลง “รักเธอประเทศไทย” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามองเห็นว่าตัวเองในฐานะที่เป็นศิลปิน นอกจากจะมีหน้าที่ใช้เสียงเพลงตอบแทนความสุขให้กับคนฟังทุกคนแล้ว ควรมีอีกหน้าที่หนึ่งเพิ่มเข้ามา คือ การใช้เสียงเพลงตอบแทนสังคมและประเทศชาติที่อาศัยอยู่ เพราะเพลงร็อกในอดีตมีบทบาทเป็นเพียงแค่สื่อที่ให้ความบันเทิงปลุกเร้าจิตวิญญาณไปตามเนื้อหาของบทเพลงเท่านั้น
       
       ดังนั้นในปี พ.ศ.2546 เขาจึงตัดสินใจทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับงานเพื่อสังคมอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาด้วยการทำโครงการ “We Love Thailand” โดยนำชื่อเพลงรักเธอประเทศไทยอันโด่งดังมาตั้งเป็นชื่อโครงการ หวังดึงคนมาร่วมกันปลูกจิตสำนึกให้รักประเทศชาติมากขึ้น
       
       “การดำเนินงานของโครงการในช่วงนั้นเรา แต่งเพลงปลุกจิตสำนึกต่างๆ ไปเสนอให้กับรัฐบาลเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน และนำไปให้ยังสถานีวิทยุต่างๆทั่วประเทศ ให้ช่วยกันเปิดเพลงเหล่านี้ให้ประชาชนฟัง”
       

       แต่ในยุคนั้นสถานีวิทยุเกือบทุกคลื่นถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนนยักษ์ใหญ่จากค่ายเทปเพียงไม่กี่ค่าย ที่บัญญัติกติกาในการเปิดเพลงเฉพาะศิลปินค่ายของตัวเอง เพลงที่เขาส่งไปให้กับสถานีวิทยุ และมอบให้กับรัฐบาลนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนนั้นจึงไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร ส่งผลให้ให้โครงการนี้เป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ
       
       จากอุปสรรคก้าวแรกที่เผชิญ หรั่งต้องกลับมาตั้งหลักใหม่และพิจารณาเห็นว่าเขาเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆเท่านั้นที่จะสร้างกระแสปลุกจิตสำนึกให้คนหันมาสำนึกรักแผ่นดินเกิด เขาจึงผนึกกำลังกับบรรดาเพื่อนๆ ศิลปิน ที่มีอุดมการณ์ตรงกัน ทำโครงการใหม่ภายใต้ชื่อ “We Love The King We Love Thailand”ก่อเกิดขึ้นมาใหม่

       หรั่งบอกว่า โครงการนี้เป็นการนำเสนอในรูปแบบของรายการวิทยุ และศูนย์การสอนการแสดงดนตรี เพื่อปลุกกระแสแห่งความรักชาติ และร่วมส่งเสริมผู้ที่มีแนวคิดและประพฤติตนเป็นคนดีในทุกภาคส่วนของสังคม อีกทั้งยังยกย่องให้เกียรติผู้กระทำความดี เพื่อให้เป็นสังคมอุดมปัญญา ภายใต้ปรัชญาแห่งความพอเพียง อันนำไปสู่ความสงบร่มเย็นของบ้านเมืองต่อไป
       
       ส่วนสาเหตุที่เพิ่ม “We Love The King” เข้ามานั้นเขาให้เหตุผลว่า ในธงชาติไทยมีอยู่ทั้งหมด 3 สีด้วยกันคือ สีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน แต่สิ่งที่ปรากฏได้เห็นชัดที่สุดในธงชาติคือ สีน้ำเงินอันหมายถึง พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสีที่มีเพียงแทบเดียวเท่านั้น ซึ่งนั้นก็หมายความว่า
       
       “เรามีสถาบันกษัตริย์เพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราคนไทยในฐานะที่เป็นพสกนิกรอาศัยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารจึงต้องร่วมกันรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ และชาติไว้เท่าชีวิต”
       

       การดำเนินงานของโครงการนี้ได้รวบรวมผู้ที่มีประสบการณ์จากหลายสาขามาเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้กับโครงการทั้งศิลปิน นักแสดง ไปจนถึงข้าราชการประจำ เมื่อถึงเวลาคนกลุ่มนี้ก็จะลงพื้นที่ไปให้ความรู้กับประชาชนในรูปแบบต่างๆตามความถนัด คือมีตั้งแต่การนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาขับร้องให้เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาได้ฟังกันเพื่อปลุกจิตสำนึกให้รักสถาบันชาติ และพระมหากษัตริย์ ไปจนถึงการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนให้คลายปัญหาลง โดยมีสำนักงานชั่วคราวอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต
       
       กิจกรรมนำร่องที่ “We Love The King We Love Thailand” ประเดิมทำเพื่อสนองตอบความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์คือ การจัด “งานมหกรรม 12 สิงหามหาราชินี” ซึ่งจัดที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต ซึ่งกิจกรรมนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นเพราะมีประชาชนทั้งในและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
       
       “สื่อในจังหวัดภูเก็ตได้ให้ความร่วมมือในการประโคมข่าวว่าจะมีการแสดงคอนเสิร์ตอย่างหนาหู จึงทำให้มีคนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก” หรั่งเล่าด้วยดวงตาเป็นประกาย

ทำกิจกรรมส่วนหนึ่งในโครงการฯ

       เมื่อกิจกรรมแรกที่ทุ่มสุดชีวิตประสบความสำเร็จเขาจึงตัดสินใจพา “We Love The King We Love Thailand” จาก จ.ภูเก็ต ขึ้นมายังกรุงเทพฯ เพราะการประสานงานทุกอย่างของโครงการจะได้เป็นไปอย่างราบรื่นเนื่องจากมีทุกอย่างพร้อมสรรพ
       
       จากนั้นไม่นานนักเขาและทีมงานจึงได้เปิดเว็บไซต์ที่มีชื่อว่า http://www.welovethailand.com ขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนเข้ามาแจ้งเรื่องเรื่องราวปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ เพื่อที่จะได้นำมาประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนไทยต่อไป
       
       “แต่ละวันมีคนเข้ามาแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ต่างๆอย่างมากมายเพื่อให้เราเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้ ตั้งแต่ปัญหาที่เล็กที่สุดไปจนถึงปัญหาใหญ่ระดับชาติ ที่ผ่านเข้ามาให้เรามีโอกาสได้รับใช้พ่อแม่พี่น้องคนไทย”
       
       
ตลอดระยะเวลาที่ทำโครงการนี้มาเขามีโอกาสได้ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีปัญหาต่างกันไป แต่ที่ที่เขารู้สึกประทับใจมากที่สุดคือ การเข้าไปช่วยแก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรจำนวน 300 หลังคาเรือน ที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อเดือนที่ผ่านมา
       
       “พอชาวบ้านเข้ามาแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์เราก็ไปสำรวจดูว่าปัญหาที่เขาพบอยู่ในระดับไหน จากนั้นเราก็ไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำสมาชิกลงไปให้ความรู้เกี่ยวกับเกษตรทฤษฏีใหม่ให้กับชาวบ้าน รวมทั้งการหาที่ดินทำกินในราคาถูกให้ชาวบ้านเช่า” ชายหนุ่มแจกแจง
       
       ความรู้สึกของร็อกเกอร์รุ่นเก๋าคนนี้ในวันที่มีโอกาสลงไปช่วยเหลือชาวบ้านนั้นเขาบอกว่าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง กับภาพของชาวบ้านที่ยกมือขึ้นท่วมหัวแล้วพลางพูดคำว่าขอให้เจริญๆ จนนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งเป็นภาพที่ต่างกันตอนที่เขาเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีคนรู้จักมากมาย ซึ่งคนเหล่านั้นแท้จริงอาจจะเพียงแค่หลงรักในบทเพลงที่ร้องออกมาเฉยๆ แต่พอมาทำงานเพื่อสังคมแล้วทำให้เขารู้สึกว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้มันดูเล็กไปหมดเมื่อเทียบกับความรู้สึกที่ได้รับคำว่า “ขอบคุณ” ที่ออกมาจากใจของคนที่เขาลำบากกว่าเรา ร็อกเกอร์หนุ่มใหญ่สรุปทิ้งท้าย

ร็อกเกอร์รักชาติ “หรั่ง ร็อคเคสตร้า”
โดย ผู้จัดการออนไลน์

14 มิถุนายน 2551 15:00 น.

       “…สาบานว่าไม่เสียใจ เสียใครไม่เท่าเสียเธอ
       จะยอมให้ใครมาทำร้ายเธอเป็นไปได้ไง รักเธอประเทศไทย…”
       

       ทุกครั้งที่บทเพลงนี้กระหึ่มก้องกังวานขับขานไปพร้อมๆ กับท่วงทำนองอันหนักหน่วงผ่านลีลาและน้ำเสียงอันทรงพลัง พลันเลือดรักชาติของสาวกร็อกเกอร์ทุกคนก็ฉีดพุ่งกลับมีแรงลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศชาติอีกครั้ง
       
       เจ้าของบทเพลงนี้คือ “หรั่ง ร็อคเคสตร้า” หรือ “ชัชชัย สุขาวดี” ซึ่งวันนี้เขาไม่เพียงแต่สื่อความหมายของบทเพลงที่ซาบซึ้งและกินใจให้รักชาติเท่านั้น แต่เขาถือเป็นหน้าที่ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่จะต้องลุกขึ้นปลุกจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ และพระมหากษัตริย์ด้วย
       
       หรั่ง ร็อคเคสตร้า เป็นหนึ่งในตำนานเพลงร็อกของเมืองไทยอีกคนหนึ่งที่ทรงคุณค่า และมากคุณภาพ ด้วยเสียงร้องอันทรงพลังที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ยากที่จะหาใครเหมือน
       
       หลายคนมักจะรู้จักเขาในฐานะ “ร็อกเกอร์” ผู้มีน้ำเสียงอันทรงพลัง แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาว่าเป็นอย่างไร
       
       “พอผมเรียนจบจากโรงเรียนดุริยางค์กองทัพเรือแล้ว ก็มารวมตัวกับเพื่อนๆเพื่อออกทำผลงานเพลง โดยใช้ชื่อเทปชุดแรกว่า “วงร็อคเคสตร้า” ซึ่งเป็นเพลงแนวร็อกที่มีทั้งเพลงรักและเพลงปลุกใจ แต่เนื้อหาในเพลงส่วนใหญ่ก็แฝงไปด้วยแง่คิดต่างๆอยู่เสมอ” หรั่งเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่จริงใจพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใส
       
       หลังจากที่เขาได้รวมตัวทำผลงานเพลงกับเพื่อนในนาม “วงร็อคเคสตร้า” ได้ไม่นาน ก็ผันตัวเองออกมาเป็นนักร้องเดี่ยว และมีผลงานเพลงออกมาให้แฟนเพลงได้ฟังกันอยู่ตลอดเวลา
       
       แต่งานเพลงที่สร้างชื่อให้กับร็อกเกอร์รุ่นเก๋าคนนี้ มีชื่อติดอยู่ที่ริมฝีปากของชาวไทยทุกคนจนมาถึงทุกวันนี้คือเพลง “รักเธอประเทศไทย” โดยมี “นัฐภพ พรหมสุนทรสกุล” เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองให้

มอบความสุขผ่านเสียงเพลง

       เพลงนี้แต่งขึ้นมาเพื่อกระตุ้นและปลุกใจให้คนเกิดความรักชาติ และความโด่งดังของเพลงนี้เอง จึงทำให้ชื่อของ “หรั่ง ร็อคเครสต้า” โดดเด่นขึ้นมาในฐานะ “ร็อกเกอร์” แถวหน้าของเมืองไทยอย่างสง่างาม และกลายเป็นร็อกเกอร์ที่มีคนคอยติดตามผลงานมากที่สุดคนหนึ่ง
       
       ชายหนุ่มบอกว่าทุกครั้งที่เขาเปล่งเสียงร้องเพลงนี้ออกมา เขารู้สึกหัวใจพองโตเหมือนทหารที่กำลังลั่นกลองเพื่อออกศึก นักการเมือง หรือนายพลที่ว่ามียศใหญ่ๆ แล้วยังตัวเล็กกว่าความรู้สึกของเขาที่มีในขณะนั้นด้วยซ้ำไป
       
       
ด้วยกระแสความร้อนแรงของเพลง “รักเธอประเทศไทย” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามองเห็นว่าตัวเองในฐานะที่เป็นศิลปิน นอกจากจะมีหน้าที่ใช้เสียงเพลงตอบแทนความสุขให้กับคนฟังทุกคนแล้ว ควรมีอีกหน้าที่หนึ่งเพิ่มเข้ามา คือ การใช้เสียงเพลงตอบแทนสังคมและประเทศชาติที่อาศัยอยู่ เพราะเพลงร็อกในอดีตมีบทบาทเป็นเพียงแค่สื่อที่ให้ความบันเทิงปลุกเร้าจิตวิญญาณไปตามเนื้อหาของบทเพลงเท่านั้น
       
       ดังนั้นในปี พ.ศ.2546 เขาจึงตัดสินใจทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับงานเพื่อสังคมอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาด้วยการทำโครงการ “We Love Thailand” โดยนำชื่อเพลงรักเธอประเทศไทยอันโด่งดังมาตั้งเป็นชื่อโครงการ หวังดึงคนมาร่วมกันปลูกจิตสำนึกให้รักประเทศชาติมากขึ้น
       
       “การดำเนินงานของโครงการในช่วงนั้นเรา แต่งเพลงปลุกจิตสำนึกต่างๆ ไปเสนอให้กับรัฐบาลเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน และนำไปให้ยังสถานีวิทยุต่างๆทั่วประเทศ ให้ช่วยกันเปิดเพลงเหล่านี้ให้ประชาชนฟัง”
       

       แต่ในยุคนั้นสถานีวิทยุเกือบทุกคลื่นถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนนยักษ์ใหญ่จากค่ายเทปเพียงไม่กี่ค่าย ที่บัญญัติกติกาในการเปิดเพลงเฉพาะศิลปินค่ายของตัวเอง เพลงที่เขาส่งไปให้กับสถานีวิทยุ และมอบให้กับรัฐบาลนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนนั้นจึงไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร ส่งผลให้ให้โครงการนี้เป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ
       
       จากอุปสรรคก้าวแรกที่เผชิญ หรั่งต้องกลับมาตั้งหลักใหม่และพิจารณาเห็นว่าเขาเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆเท่านั้นที่จะสร้างกระแสปลุกจิตสำนึกให้คนหันมาสำนึกรักแผ่นดินเกิด เขาจึงผนึกกำลังกับบรรดาเพื่อนๆ ศิลปิน ที่มีอุดมการณ์ตรงกัน ทำโครงการใหม่ภายใต้ชื่อ “We Love The King We Love Thailand”ก่อเกิดขึ้นมาใหม่

       หรั่งบอกว่า โครงการนี้เป็นการนำเสนอในรูปแบบของรายการวิทยุ และศูนย์การสอนการแสดงดนตรี เพื่อปลุกกระแสแห่งความรักชาติ และร่วมส่งเสริมผู้ที่มีแนวคิดและประพฤติตนเป็นคนดีในทุกภาคส่วนของสังคม อีกทั้งยังยกย่องให้เกียรติผู้กระทำความดี เพื่อให้เป็นสังคมอุดมปัญญา ภายใต้ปรัชญาแห่งความพอเพียง อันนำไปสู่ความสงบร่มเย็นของบ้านเมืองต่อไป
       
       ส่วนสาเหตุที่เพิ่ม “We Love The King” เข้ามานั้นเขาให้เหตุผลว่า ในธงชาติไทยมีอยู่ทั้งหมด 3 สีด้วยกันคือ สีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน แต่สิ่งที่ปรากฏได้เห็นชัดที่สุดในธงชาติคือ สีน้ำเงินอันหมายถึง พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสีที่มีเพียงแทบเดียวเท่านั้น ซึ่งนั้นก็หมายความว่า
       
       “เรามีสถาบันกษัตริย์เพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราคนไทยในฐานะที่เป็นพสกนิกรอาศัยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารจึงต้องร่วมกันรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ และชาติไว้เท่าชีวิต”
       

       การดำเนินงานของโครงการนี้ได้รวบรวมผู้ที่มีประสบการณ์จากหลายสาขามาเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้กับโครงการทั้งศิลปิน นักแสดง ไปจนถึงข้าราชการประจำ เมื่อถึงเวลาคนกลุ่มนี้ก็จะลงพื้นที่ไปให้ความรู้กับประชาชนในรูปแบบต่างๆตามความถนัด คือมีตั้งแต่การนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาขับร้องให้เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาได้ฟังกันเพื่อปลุกจิตสำนึกให้รักสถาบันชาติ และพระมหากษัตริย์ ไปจนถึงการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนให้คลายปัญหาลง โดยมีสำนักงานชั่วคราวอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต
       
       กิจกรรมนำร่องที่ “We Love The King We Love Thailand” ประเดิมทำเพื่อสนองตอบความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์คือ การจัด “งานมหกรรม 12 สิงหามหาราชินี” ซึ่งจัดที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต ซึ่งกิจกรรมนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นเพราะมีประชาชนทั้งในและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
       
       “สื่อในจังหวัดภูเก็ตได้ให้ความร่วมมือในการประโคมข่าวว่าจะมีการแสดงคอนเสิร์ตอย่างหนาหู จึงทำให้มีคนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก” หรั่งเล่าด้วยดวงตาเป็นประกาย

ทำกิจกรรมส่วนหนึ่งในโครงการฯ

       เมื่อกิจกรรมแรกที่ทุ่มสุดชีวิตประสบความสำเร็จเขาจึงตัดสินใจพา “We Love The King We Love Thailand” จาก จ.ภูเก็ต ขึ้นมายังกรุงเทพฯ เพราะการประสานงานทุกอย่างของโครงการจะได้เป็นไปอย่างราบรื่นเนื่องจากมีทุกอย่างพร้อมสรรพ
       
       จากนั้นไม่นานนักเขาและทีมงานจึงได้เปิดเว็บไซต์ที่มีชื่อว่า http://www.welovethailand.com ขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนเข้ามาแจ้งเรื่องเรื่องราวปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ เพื่อที่จะได้นำมาประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนไทยต่อไป
       
       “แต่ละวันมีคนเข้ามาแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ต่างๆอย่างมากมายเพื่อให้เราเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้ ตั้งแต่ปัญหาที่เล็กที่สุดไปจนถึงปัญหาใหญ่ระดับชาติ ที่ผ่านเข้ามาให้เรามีโอกาสได้รับใช้พ่อแม่พี่น้องคนไทย”
       
       
ตลอดระยะเวลาที่ทำโครงการนี้มาเขามีโอกาสได้ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีปัญหาต่างกันไป แต่ที่ที่เขารู้สึกประทับใจมากที่สุดคือ การเข้าไปช่วยแก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรจำนวน 300 หลังคาเรือน ที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อเดือนที่ผ่านมา
       
       “พอชาวบ้านเข้ามาแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์เราก็ไปสำรวจดูว่าปัญหาที่เขาพบอยู่ในระดับไหน จากนั้นเราก็ไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำสมาชิกลงไปให้ความรู้เกี่ยวกับเกษตรทฤษฏีใหม่ให้กับชาวบ้าน รวมทั้งการหาที่ดินทำกินในราคาถูกให้ชาวบ้านเช่า” ชายหนุ่มแจกแจง
       
       ความรู้สึกของร็อกเกอร์รุ่นเก๋าคนนี้ในวันที่มีโอกาสลงไปช่วยเหลือชาวบ้านนั้นเขาบอกว่าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง กับภาพของชาวบ้านที่ยกมือขึ้นท่วมหัวแล้วพลางพูดคำว่าขอให้เจริญๆ จนนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งเป็นภาพที่ต่างกันตอนที่เขาเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีคนรู้จักมากมาย ซึ่งคนเหล่านั้นแท้จริงอาจจะเพียงแค่หลงรักในบทเพลงที่ร้องออกมาเฉยๆ แต่พอมาทำงานเพื่อสังคมแล้วทำให้เขารู้สึกว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้มันดูเล็กไปหมดเมื่อเทียบกับความรู้สึกที่ได้รับคำว่า “ขอบคุณ” ที่ออกมาจากใจของคนที่เขาลำบากกว่าเรา ร็อกเกอร์หนุ่มใหญ่สรุปทิ้งท้าย

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s