ดร. ขวัญ กับเด็กออทิสติก

‘ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์’ เด็กฮาร์วาร์ดที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อออทิสติก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 สิงหาคม 2553 13:08 น.

       >> จากลูกสาวของนักการเงินการธนาคาร แต่เมื่อเส้นทางชีวิตลิขิตไม่ได้จากกรรมพันธ์ การอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ "ดร. ขวัญ หารทรงกิจพงษ์" ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตโดยการก้าวเข้าสู่โลกของจิตวิทยา สายอาชีพที่เธอตกหลุมรัก จนปัจจุบันนี้เธอมุ่งมั่นทำงานอย่างทุ่มเทเพื่อเด็กออทิสติกมาแล้วเกือบ 10 ปี
       
       ตามสถิติในเมืองไทยเราพบเด็กออทิสติก 1 คนใน 1,000 คน แต่จะมีสักกี่คนใน 1,000,000 คน ที่มุ่งมั่นศึกษาจิตวิทยาเพื่อบำบัดอาการออทิสติกอย่างจริงจัง! วันนี้ เรามีโอกาสได้พบกับ “ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์” ด็อกเตอร์สาวดีกรีปริญญาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปลุกกระแสให้ทุกคนได้ตระหนักถึงโรคออทิสติก เพื่อจะได้รับมือและบำบัดได้อย่างทันการ
       
       ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์ นักจิตวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบำบัดเด็กออทิสติก เธอได้รับการสนับสนุนที่ดีจากคุณพ่อซึ่งเคยเป็นอดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย ส่วนคุณแม่อดีตเคยเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย แม้คุณพ่อคุณแม่ของเธอจะทำงานอยู่ในสายงานธนาคาร แต่เธอกลับไม่ชอบงานด้านนั้นสักเท่าไหร่
       
       หลังจบชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนสาธิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอเข้าศึกษาต่อโรงเรียนประจำที่โรงเรียนโอลด์ฟีลด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นเข้าศึกษาชั้นอุดมศึกษา สาขาจิตวิทยา ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนจี เมลลอน และศึกษาต่อหลักสูตรปริญญาโทควบปริญญาเอก สาขาจิตวิทยาคลีนิก ด้านจิตวิทยาสำหรับเด็กที่เป็นออทิสติก ที่แคลิฟอร์เนีย สกูล ออฟ โปรเฟสชั่นแนล พิสโคโลจี (California School of Professional Psychology) จากนั้นได้เข้าทำงานในฐานะนักจิตวิทยาคลีนิก และนักพฤติกรรมบำบัด แต่ก่อนกลับเมืองไทย เธอได้ไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม สาขาจิตวิทยาสมองและการศึกษา ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
       
       เรื่องราวชีวิตของเธอนั้นเรียกว่าเป็นประโยชน์สำหรับคนไทยที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคออทิสติกที่กำลังเป็นที่สนใจของครอบครัวไทยยุคใหม่อย่างมากเลยทีเดียว

       :: การอ่านนำไปสู่การจุดประกาย
       ไม่น่าเชื่อว่าการทำแบบทดสอบหนึ่งในช่วงชีวิตนักเรียนนั้นจะออกมาอย่างแม่นยำ เพราะเธอเล่ากับเราแบบสนุกๆ ว่า ก่อนที่จะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ เธอได้ทำแบบทดสอบวิชาแนะแนว ผลออกมาว่า เธอจะได้ทำงานเกี่ยวกับการวิจัย เข้าแล็ป แต่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นเธอไม่เข้าใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร และมองกลับมาดูตัวเองว่าเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้เพียงแค่เกรด 2 คงจะไม่สามารถเรียนสายวิทยาศาสตร์ได้แน่! แต่วันนี้เธอได้มาทำงานเกี่ยวข้องกับงานวิจัยจริงๆ แต่เป็นงานวิจัยทางด้านจิตวิทยา ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการอ่านหนังสือ
       
       “ตอนเรียนไฮสคูลได้อ่านหนังสือชื่อ "Deep insert of the self" เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แปลกแตกต่างไปจากคนอื่น โดยผู้แต่งเป็นนักจิตวิทยา เขียนถึงวิธีการรักษาเด็กเหมือนการเข้าไปอยู่ในจิตใจและเข้าใจอย่างที่เป็น ซึ่งในหนังสือมีการอ้างอิงถึงหนังสือเล่มอื่นๆ เราก็ตามอ่านไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เลยเลือกเรียนทางด้านจิตวิทยา
       และยิ่งสนใจในเชิงลึกมากขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ช่วยศาตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยทำวิจัยเกี่ยวกับเด็กออทิสติก ซึ่งเราไปช่วยดูแลเด็กที่เป็นออทิสติกในขณะที่พ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นให้ข้อมูลอยู่ ทำให้เราสังเกตและคิดว่าเด็กกลุ่มนี้มีความน่าสนใจ และเมื่อ 10 ปีที่แล้วออทิสติกยังไม่มีใครรู้จักเท่าไหร่ เราจึงมุ่งเรียนเฉพาะทางด้านออทิสติก”
       
       หลังเรียนจบระดับปริญญาเอก ดร.ขวัญได้ไปศึกษาเพิ่มเติมอีกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสาขาจิตวิทยาสมองและการศึกษา ควบคู่ไปกับการทำงานเป็นอาสาสมัครโครงการเด็กออทิสติกด้วย
       
       “ที่ฮาร์วาร์ดเรียนเรื่องการพัฒนาสมอง แต่โฟกัสไปที่เรื่องออทิสติก เรียนรู้เรื่องการสร้างเซลล์สมองของเด็กออทิสติก การสร้างคอนเนกชั่นให้สมองเขาใช้งานได้ดีขึ้น และระหว่างเรียนก็เป็นอาสาสมัครบำบัดเด็กออทิสติกด้วย เคยเข้าไปช่วยโดยในช่วงแรกเขาปล่อยเราไว้ที่บ้านเด็กออทิสติกแบบไม่ให้ข้อมูลอะไรเลย พอหนึ่งเดือนผ่านไป เราถึงเข้าใจว่าเขาต้องการให้เราเข้าใจเด็กออทิสติกในแบบที่เขาเป็น เพราะเด็กออทิสติกแต่ละคนต้องการได้รับการบำบัดที่แตกต่างกันออกไป”

       :: ที่ปรึกษาให้แก่ผู้สิ้นหวัง
       ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดร. ขวัญ มีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงในการทำงานที่โรงพยาบาลศูนย์วิจัยเด็ก ในสหรัฐอเมริกาเพื่อช่วยบำบัดให้เด็กที่เป็นออทิสติก ทำให้เธอเข้าใจอาการของคนที่เป็นออทิสติกมากขึ้น และคิดหาวิธีที่จะบำบัดอย่างเข้าใจและได้ผลที่สุด
       

       “ความรู้สึกของพ่อแม่แต่ละคนที่ได้รับจากการที่ลูกมีเป็นออทิสติกรุนแรงมาก บางคนก็เศร้ามาก บางคนเคยเจอสถานการณ์ที่เหมือนลูกเสียชีวิต หรือบางคนก็ตัดสินใจมีลูกคนที่สองเพื่อแทนลูกคนแรก เราจึงเข้าไปช่วยเหลือด้วยการเป็นที่ปรึกษาให้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นออทิสติก เพื่อทำการกระตุ้นการพัฒนาการเด็กตั้งแต่อายุ 0-3 ขวบ ด้วยการเข้าไปทำความรู้จักครอบครัวที่มีลูกเป็นออทิสติก ใช้วิธีการบำบัด โรคนี้ถ้าได้รับการบำบัดตั้งแต่เด็กก็จะทำให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ส่วนใหญ่ขวัญเน้นการเล่นเพื่อบำบัด เพราะว่าดีกว่าการนั่งสอนเด็ก เราใช้วิธีการวิ่งเล่นกัน ฝึกให้เขาสนุกกับการเรียนรู้ ซึ่งตัวเราเองก็สนุกไปกับเขาด้วย
       
       ขวัญทำมาหลายเคสค่อยๆ เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ โดยที่วินิจฉัยได้นั้นพบว่า โรคออทิสติกนี้จะมีตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป ซึ่งเด็กในวัยนี้เป็นช่วงพัฒนาการเยอะอยู่แล้ว เมื่อได้รับการบำบัดอย่างถูกต้อง ทำให้เราเห็นผลการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ส่วนใหญ่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่ผ่านมาเด็กหลายๆ คนที่มีความบกพร่องของพัฒนาการต่างก็มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากวิธีการบำบัดในโปรแกรม Developmental Approach หรือ Floortime จนบางคนสามารถออกไปใช้ชีวิตเรียนหนังสือร่วมกับเด็กปกติได้”
       
       :: อยากให้เข้าใจออทิสติก
       หลายคนอาจรู้จักกับโรคนี้เพียงผิวเผิน หรืออาจเหมารวมกับผู้ที่มีอาการสมองผิดปกติอื่นๆ แต่ความจริงแล้วออทิสติกก็เป็นโรคที่มีลักษณะเฉพาะตัว และสามารถบำบัดให้ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ แถมบางคนกลับเป็นอัจฉริยะผู้สร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลกอย่างมากมาย
       “ออทิสติกเป็นสภาวะที่การพัฒนาการผิดปกติ ทำให้ผู้ที่เป็นออทิสติกไม่สามารถเข้าสังคมได้ รวมไปถึงการสื่อสาร การสบตา การเล่น การสนทนากับเพื่อน วิธีสังเกตุเด็กที่เป็นออทิสติกคือ เมื่อเขาเริ่มมีปัญหาในการเข้าสังคม หรือเด็กบางคนอาจจะพูดมาก และมีความสนใจเกินเพื่อนในวัยเดียวกัน เช่น เขาสนใจเรื่องไดโนเสาร์ เขาก็จะพูดแต่เรื่องไดโนเสาร์ หากมีเพื่อนเปลี่ยนเรื่องพูดเรื่องอื่น แต่เขายังคงพูดเรื่องไดโนเสาร์ต่อไปทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง ซึ่งอาการของโรคออทิสติกนี้มีหลายสเกลมากขึ้น อยู่กับว่าเป็นมากเป็นน้อย สำหรับพวกที่เป็นมาก อาจทำให้เขามีปัญหาในการเข้าสังคม”
       
       ตามสถิติโลกนั้น 1 ใน 150 คน มีโอกาสเป็นโรคนี้ ซึ่งขณะนี้กำลังมีการทำการวิจัยกันอย่างหนักว่าเกิดเพราะการผิดปกติจากยีนส์ตัวไหน ซึ่งถ้าหากวิจัยสำเร็จจะทำให้สามารถรู้ตั้งแต่ตั้งครรภ์เลยทีเดียว
       
       “ผู้ที่เป็นออทิสติกภายนอกเราจะดูไม่ออก เพียงแต่พฤติกรรมบางอย่าง ส่วนใหญ่ถ้าในคนที่เป็นเยอะจะแสดงอาการตั้งแต่เกิด แต่จะสามารถวินิจฉัยได้ตอนประมาณ 1 ขวบ อย่างที่สหรัฐอเมริกาเมื่อเด็กอายุได้ 3 ขวบ จะต้องพาไปตรวจเป็นภาคบังคับ แต่เป็นมากน้อยแค่ไหนอาจยังระบุไม่ได้ต้องอาศัยการสังเกตควบคู่กับการบำบัด และบางทีออทิสติกจะซ้อนกับอาการอื่นๆ เช่น พัฒนาการช้า ซึ่งในสหรัฐอเมริกา 75% ของผู้ที่เป็นออทิสติกจะมีอาการพัฒนาการช้าด้วย ซึ่งถ้าได้รับการบำบัดเร็วก็จะทำให้พัฒนาการดีขึ้นด้วย”
       

       ตัวอย่างบุคคลที่เป็นออทิสติกที่ประสบความสำเร็จ และสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์เพื่อโลกที่ ดร.ขวัญพยายามยกตัวอย่างให้เราเข้าใจง่ายก็เช่น “เทมเปิล แกรนเดน” (Temple Grandin) ศาสตราจารย์ด้านปศุสัตว์ ของมหาวิทยาลัยชื่อดังในสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Thinking in Picture” และเขายังเป็นผู้คิดค้นเครื่องฆ่าวัวที่ไม่ทารุณอีกด้วย
       
       “เทมเปิลเป็นคนที่มีระบบความคิดไม่เหมือนใคร เขาจะคิดอะไรเป็นภาพ สำหรับคนทั่วไปอาจคิดเป็นภาพภาพเดียว แต่เขาจะเห็นหลายๆ ภาพที่เขาเคยเห็นทั้งหมดในชีวิตของเขา แล้วเขายังรู้สึกว่าเขาสามารถสื่อสารกับพวกสัตว์ได้ดี เขายังเป็นคนดีไซน์กระบวนการฆ่าวัวที่ไม่ทารุณ โดยเขาคิดทางเดินเป็นวงกลมเข้าไปซึ่งระหว่างทางก็จะมีการบีบนวดให้สัตว์ผ่อนคลาย ไม่ทำให้สัตว์ตื่นกลัว ซึ่งก็ดีทั้งสำหรับคนและสัตว์ เพราะเมื่อสัตว์ไม่เครียดก็จะไม่หลั่งฮอร์โมนที่เป็นพิษต่อร่างกาย เขาเป็นคนดังมากและมีการนำชีวิตเขาไปสร้างหนังด้วย ซึ่งขวัญเคยติดต่อเพื่อให้นำมาฉายในบ้านเราบ้าง เพราะน่าจะเป็นประโยชน์ และทำให้คนเข้าใจมากขึ้น”

       :: แรงผลักที่อยากทำเพื่อเด็กๆ
       ปัญหาหนึ่งของสังคมปัจจุบันก็คือโรงเรียนมักไม่ยอมรับเด็กที่เป็นออทิสติกเข้าไปเรียนร่วมกับเด็กปกติ ซึ่งนั่นยิ่งเป็นจุดประสงค์ที่ทำให้เธออยากลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเด็กออทิสติก
       
       “เด็กออทิสติกส่วนใหญ่ไม่มีเพื่อนอยู่แล้ว เพราะเขามีปัญหาด้านการเข้าสังคม และถ้าเอาเขามาเรียนรวมกันก็จะยิ่งไปกันใหญ่ แต่ขวัญมองว่าหากเขาได้เรียนรวมกับเด็กทั่วไปน่าจะดีกว่า เพราะโดยธรรมชาติแล้วเด็กต้องการมีเพื่อน เมื่อเขามีเพื่อนมาชวนเขาเล่น ชวนเขาคุย ก็จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้ เพียงแต่อาจต้องให้ครูดูแลเขาใกล้ชิดกว่าปกติ หรือไม่ก็ต้องมีครูอีกคนคอยประกบ
       เราอยากให้เด็กที่เป็นออทิสติกเข้าสู่สังคมปกติได้ ไปเรียนกับเด็กทั่วไป เข้าสังคมด้วยตัวเองได้ อยู่ได้อย่างไม่เป็นปัญหา อาจจะทำทุกอย่างไมได้ด้วยตนเองทั้งหมด แต่เราจะพยายามทำให้เขาสื่อสารได้ แล้วก็อยากให้สังคมเข้าใจถึงโรคนี้ด้วยว่า เขาพวกนี้ ไม่ใช่กลุ่มคนที่แตกต่างไปจากเรา เพียงแค่เขามีอะไรที่พิเศษไม่เหมือนเราเท่านั้น ซึ่งหากเรายอมรับเขา เขาก็สามารถเข้ามาอยู่ในสังคมได้ คนที่เป็นออทิสติกจะช่วยสร้างความแตกต่างหลากหลายในสังคม เราอาจได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง เพราะคนเหล่านี้มองและคิดอะไรไม่เหมือนเรา ซึ่งบางคนมีพรสวรรค์เก่งมาก เราอาจได้ประโยชน์จากความต่างที่เขาแบ่งปันให้เราได้”
       
       :: กลับมาช่วยเหลือสังคมไทย
       หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานต่างแดนมาได้พอตัว เธอก็ตั้งใจที่จะกลับมาช่วยแก้ปัญหาเด็กออทิสติกในเมืองไทย โดยก่อตั้ง "ชมรมเมืองไทยเข้าใจออทิสซึม" (Autism Awareness Thailand)
       
       “เวลาขวัญกลับมาเมืองไทยจะเจอเพื่อนถามว่าทำงานอะไร พอบอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดเด็กออทิสติก หลายคนจะไม่เข้าใจว่าเราทำอะไร ต้องอธิบายกันยาว ทำให้เรารู้ว่าคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักออทิสติก ขวัญก็เลยอยากช่วยเผยแพร่ทำให้คนเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น จึงชวนเพื่อนๆ มาร่วมกันทำ …
       
       มีการออกไปพูดตามสถานศึกษาต่างๆ มีจัดฉายหนังที่มีคาแรกเตอร์ในเรื่องเป็นออทิสติก คัดเรื่องที่สร้างตรงกับอาการที่แท้จริง เพราะส่วนใหญ่มักทำให้ดูเกินจริงทำให้คนเข้าใจผิดได้ โดยมุ่งเน้นสื่อสารไปที่นักศึกษา คนรุ่นใหม่เพราะเมื่อเขาเติบโตกลายเป็นแรงผลักเคลื่อนสังคมที่สำคัญ เขาจะช่วยออทิสติกได้จากหลายๆ มุม เพราะเขาจะไปอยู่ในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ใช่ว่าต้องทำงานด้านนี้โดยตรงอย่างขวัญ เขาอาจจะเรียนนิติศาสตร์เขาก็สามารถไปออกกฏหมายช่วยเหลือแทน ไม่ว่าจะใครหรืออาชีพไหน ก็เข้ามามีส่วนรวมได้ทั้งหมด อีกส่วนหนึ่งคือ เข้าไปทางโรงเรียนต่างๆ ชักจูงให้เขารับเด็กออทิสติกเข้าเรียนด้วย อย่างถ้าโรงเรียนไหนจะส่งตัวแทนครูสักคนเรียนรู้เรื่องเด็กออทิสติก หรือจะให้ขวัญเข้าไปพูดให้ครูทั้งหมดที่โรงเรียนฟัง เราก็ยินดี ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะชมรมนี้เป็นอาสาสมัครทั้งหมด ได้เพื่อนมาช่วยกันทำการกุศล อย่าง ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อนที่ฮาวาร์ดก็ช่วยสปอนเซอร์ตลอด”
       
       นอกจากทำชมรมแล้ว ดร.ขวัญ ยังมีอีกโปรเจ็กต์สำคัญ นั่นคือ การทำคลีนิกเชิงเนสเซอรี่ สร้างพัฒนาการ ดูแลและบำบัดให้เด็กออทิสติกช่วงอายุไม่เกิน 5 ขวบ
       
       “ตอนนี้กำลังก่อสร้างน่าจะเสร็จต้นปีหน้า ช่วงนี้เลยออกไปทำบำบัดที่บ้านของเด็กไปก่อน ซึ่งการดูแลเด็กออทิสติกแต่ละคน ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะต้องใช้ผู้ดูแลเด็กแบบตัวต่อตัว ซึ่งเมืองไทยยังขาดบุคลากรอยู่มาก คนที่จะมาดูแลเด็กได้ต้องมีความรู้หลากหลาย ทั้งด้านจิตวิทยา ด้านพฤติกรรมบำบัด การสื่อสาร เรียกได้ว่าต้องมีทักษะครบ ซึ่งถ้าจะเทรนด์คน เราก็ต้องไปจ้างผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาสอน ซึ่งแต่ละคนก็ค่าจ้างสูงทั้งนั้น….
       
       สำหรับพ่อแม่ที่ขาดแคลน ถึงจะมีองค์กรต่างๆ ช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิของคุณพุ่มหรืออย่างที่โรงพยาบาลมหาราชินีรักษาให้ฟรี แต่การดูแลลูกก็อาจจะได้ไม่เท่าเทียม ขวัญก็อยากเข้ามามีส่วนช่วยตรงนี้ โดยขวัญกำลังเขียนหนังสือที่เกี่ยวกับออทิสติกให้คนไทยได้อ่าน เพราะขวัญเคยพยายามค้นหาหนังสือออทิสติกที่เป็นภาษาไทยเพราะอยากดูเป็นตัวอย่างว่าศัพท์บางคำ เขาแปลเป็นภาษาไทยว่าอะไร ขวัญเจออยู่ 2 เล่ม และมีเรื่องออทิสติกอยู่ไม่กี่หน้าเท่านั้น
       
       ขวัญก็เลยคิดว่าถ้ามีหนังสือให้พ่อแม่อ่าน อธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้เขาเข้าใจได้ มันน่าจะเป็นประโยชน์และช่วยเขาได้มากขึ้น ขวัญจะไม่เขียนแนววิชาการ แต่จะเขียนเหมือนคุยให้ฟังเป็น How to ยกเคสที่เคยเจอมาเล่าให้ฟัง แล้วก็ให้พ่อแม่เอาไปปรับใช้กับลูก ดูแลบำบัดลูกเบื้องต้นได้”
       
       ทั้งหมดทั้งสิ้นที่เธอทำนี้ ก็เพื่อช่วยให้ผู้เป็นออทิสติกได้มีที่ทางในสังคมไทย ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องกลายเป็นส่วนเกินของสังคมอีกต่อไป

       :: จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเราเป็นออทิสติกหรือไม่?
       “วิธีเช็กง่ายๆ ว่าลูกมีแนวโน้มเป็นออทิสติกหรือไม่ คือถ้าเขาพัฒนาการช้ากว่าเด็กรุ่นเดียวกัน และไม่ค่อยอยากสื่อสาร คือไม่สบตา เรียกชื่อแล้วไม่หัน หรือหนึ่งขวบแล้วยังพูดเป็นคำไม่ได้ เห็นเส้นตรงแล้วชอบวิ่งตามขนานข้างๆ ก็ควรพาลูกไปตรวจอย่างละเอียด…
       

       ส่วนสำหรับใครที่มีลูกเป็นออทิสติก การสอนพัฒนาการลูก อย่าไปใช้วิธีบังคับ แต่ให้เข้าใจเขาให้มากที่สุดว่าเขาชอบอะไร แล้วก็ค่อยชักชวนเขาผ่านการกิจกรรมที่เขาชอบ เขาจะได้ไม่รู้สึกต่อต้าน อย่างถ้าเขาไม่ชอบแปรงฟัน แทนที่จะบังคับเขาแปรง ก็อาจจะให้เขาเล่นแปรงของเล่น หรือว่าให้เขาแปรงฟันตุ๊กตา ให้เขาสนุก่อน แล้วค่อยๆ พยายามให้เขาแปรงฟันเอง ซึ่งทุกอย่างมันต้องใช้ความอดทนและเวลา
       
       และที่สำคัญคือ ถึงแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะพาคุณลูกไปหาเข้ารับการดูแลบำบัดแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะอยู่ด้วย เรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่งมันจะดีผลกว่ามอบหน้าที่ให้กับนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญเสียอีก เพราะไม่มีใครจะเข้าใจและสื่อสารกับลูกได้ดีไปกว่าพ่อกับแม่ที่ใช้เวลากับเขามาตั้งแต่เกิดอย่างแน่นอน”
       
       สำหรับผู้สนใจ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://sites.google.com/site/autismawarenessthailand/

       >> ประสบการณ์นักเรียนนอก
       สาวคนนี้เดินทางไปร่ำเรียนต่างแดนตั้งแต่ช่วงมัธยมจนจบการศึกษาคว้าปริญญากลับมาเมืองไทยถึง 4 ใบนานนับ 15 ปี ทำให้เธอมีคำแนะนำและประสบการณ์ของนักเรียนนอกมากมายมาแบ่งปันให้เราฟัง
       
       “ไม่ได้ตั้งเป้าหรือวางแผนไว้ว่าต้องไปเรียนต่างประเทศ แต่ช่วงที่ตัดสินใจไปนั้น เพราะเห็นเพื่อนไปกันเยอะ ก็เลยอยากไปบ้าง แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะการที่เราได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ทำให้เราโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งก็น่าแปลกใจเหมือนกัน
       
       เพราะแทนที่ว่าไปที่นั่นไม่มีคุณพ่อคุณแม่คอยควบคุมดูแลพฤติกรรม กลับกลายเป็นว่าเป็นคนมีวินัยมากขึ้น จากที่ตอนเรียนอยู่เมืองไทยไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไร แต่พอไปอยู่นั่นกลับตั้งใจเรียนขึ้น โดยไม่มีใครต้องมาสอนหรือคอยเตือน อาจเป็นเพราะว่ากลัวตัวเองเรียนไม่ทันเพื่อน กลัวทำให้คุณพ่อคุณแม่ผิดหวัง เลยทำให้กลายเป็นเด็กเรียนไปโดยปริยาย (หัวเราะ)
       

       การไปอยู่ต่างประเทศเองมันทำให้เราได้ฝึกดูแลตัวเอง ไหนจะเรื่องจัดการชีวิต จัดการเรื่องเงิน รับผิดชอบตัวเองแล้วก็กล้ามากขึ้น รู้จักรักษาสิทธิ อย่างถ้าเห็นใบเสร็จโทรศัพท์มาแล้วเห็นมันแปลก ก็ยกหูท้วงถามเลย ถ้าเราอยู่เมืองไทย ก็คงมีคนจัดการเรื่องพวกนี้ให้ แต่อยู่นั่นเราต้องทำเองทุกอย่าง ทำให้เราไม่รู้สึกอาย กลัว หรือไม่กล้า”
       
       ส่วนเรื่องการเรียนเธอบอกว่าต้องปรับตัวเยอะ เพราะวัฒนธรรมการศึกษาในแต่ละที่ก็มีความแตกต่างกันอยู่มาก “ขวัญว่ามันดีกันคนละแบบ คือ ถ้าของไทยเราก็จะมีความเคารพครูอาจารย์สูง นอบน้อม แล้วก็ยกเขาไว้ในอีกระดับ แต่ถ้าเป็นฝรั่งเนี่ย เรียกอาจารย์ด้วยชื่อต้นเท่าเทียมเลย…
       
       มันมาจากการเรียนการสอนที่ความรู้ไม่ได้มาจากอาจารย์คนเดียวหรือต้องฟังเขาอย่างเดียว เรามีสิทธิที่จะโต้แย้งได้ เพราะเวลาเรียนมันคือการแลกเปลี่ยนความคิด นั่งล้อมกันเป็นวงกลม อาจารย์ก็รับฟังเราไปพร้อมกระตุ้นให้เราคิด ทุกคนต้องแสดงความคิดเห็น แล้วก็โต้กันจนได้ผลสรุป ก็ดีอย่างเสียอย่างเพราะมันเสียเวลามาก กว่าจะถกเถียงจบแต่ละเรื่อง ชั้นคิดแบบนี้เธอคิดแบบนั้น ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ส่วนแบบไทยที่อาจารย์ป้อนข้อมูลให้นักเรียนรับอย่างเดียวมันเร็วกว่าแต่ข้อเสียคือ สำหรับเด็กที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากการจด การฟังแล้วค่อยไปคิดต่อยอดเอง มันก็จะทำให้เขาไม่ได้อะไรเลย”
       
       >> ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยดัง
       สำหรับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่หลายคนยกให้เป็นมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันอยากเล่าเรียน รุ่นพี่สาวคนนี้ผ่านรั้วสถาบันดังแห่งนี้มาแล้ว แอบกระซิบเคล็ดลับให้ฟังว่า
       
       “เวลาสมัครเรียนมหาวิทยาลัย จุดสำคัญคือเราต้องแสดงตัวตนของเราออกไปให้เขาเห็นว่าเรามีความเก่งตรงจุดไหน ข้อดีเราคืออะไร ต้องสามารถโฆษณาตัวเราได้ ว่าถ้าเราเรียนแล้ว เราจะนำความรู้ไปทำอะไรได้บ้าง และที่สำคัญที่ฮาร์วาร์ดเขาจะมองว่า เพื่อนร่วมคลาสเราจะได้ประโยชน์อย่างไร เพราะเขามองหาความหลากหลายเพื่อเติมเต็มความแตกต่างในห้องเรียน เขาจะให้เราได้เรียนรู้ในหลายมุม เรียนรู้จากเพื่อนร่วมคลาสด้วย มาแบ่งแชร์ประสบการณ์จากหลากหลายอาชีพกัน แล้วที่สำคัญคือเขาดูความตั้งใจ
       
       อย่างขวัญจะเข้าไปเรียนคลาสนี้ ขวัญก็ไปหาคอร์สเกี่ยวกับสมองเรียนเบื้องต้นก่อน เพื่อให้เวลาเราไปสัมภาษณ์เขาจะได้รู้ว่าเราสนใจจริง ซึ่งมันเป็นประโยชน์มาก เพราะพอเข้าไปเรียนจริงเขาแทบจะไม่ได้สอนหลักสูตรหรือพื้นฐานอะไร แต่เขาจะเน้นต่อยอดพัฒนาความรู้ไปอีกขึ้นเลย ไปดูมุมมอง ความคิดเห็นของแต่ละคนในเรื่องที่เรียน ถ้าเราไม่มีพื้นฐานไปเลยก็คงไม่รู้เรื่อง
       
       ในรุ่นขวัญมีคนที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางออทิสติกอย่างขวัญอยู่แค่ 4-5คน ซึ่งเราก็ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม อย่างเชิญคนออทิสติกที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาพูด เปิดให้นักศึกษาทั่วไปเข้าฟัง หรืออย่างไปจับมือกับสคูลพาร์ตเนอร์ คือพวกฮาร์วาร์ด แต่เรียนทางธุรกิจหรือกฏหมาย ทำกิจกรรมแวะไปเยี่ยมเด็กออทิสติกที่โรงเรียน ไปดูละครที่เด็กๆ แสดง ช่วยให้เขาเข้าใจออทิสติกมากขึ้น เหมือนอย่างที่ขวัญอยากจะทำให้สังคมไทยเข้าใจเช่นกัน” :: Text by FLASH
       
       Credit
       นางแบบ :: ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์
       แต่งหน้า :: จีรวัฒน์ วรรธนะวิริยะกุล จากเครื่องสำอางลังโคม โทรศัพท์ 0-2684 -3000
       เสื้อผ้า :: Emilio Pucci มีจำหน่ายที่ชั้น L ศูนย์การค้าเกษร
       สถานที่ :: ร้าน HYDE& SEEK แอทธินี เรสซิเดนซ์ ซอยร่วมฤดี โทรศัพท์ 0-2168-5152-3
       ประสานงาน :: สิริลักษณ์ เขตร์กุฎี,พรรณพิมล แดงรัศมีโสภณ
       ช่างภาพ & สไตลิสต์ :: จิน ธรรมโชติ
       บรรณาธิการแฟชั่น :: ไซม่อน พี

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s