อาชาบำบัด

“อาชาบำบัด” ทางเลือกสู่การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2553 14:29 น.

อาชาบำบัด อีกศาสตร์ของการรักษา

ถ้าพูดถึงการศัลยกรรมตกแต่งแล้ว ในยุคนี้ต้องยกความนิยมให้กับประเทศเกาหลีที่สามารถเปลี่ยนมุมมองของการศัลยกรรมและดึงคนเข้าประเทศของตนจนต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้อย่างชาญฉลาด มองต่างชาติแล้วย้อนกลับมาดูที่ประเทศไทยเราบ้าง จะเห็นได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดจนเม็ดเงินที่ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกิดจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นจุดขายของประเทศ

แต่ถ้าจำแนกลงไปอีกนั้น ส่วนหนึ่งของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศมา มีจุดประสงค์เพื่อต้องการมารับการบริการทางการแพทย์ ตลอดจนธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพต่างๆ เพราะว่าการแพทย์บ้านเราทันสมัยและราคาค่าบริการไม่แพง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า โรงพยาบาลชื่อดังนั้นบางครั้งสามารถทำกำไรได้มากกว่าโรงแรมระดับห้าดาวเสียอีก

เด็กๆล้อมวงออกกำลังกายเบาๆ

จาก “แผนยุทธศาสตร์เมดิคัล ฮับ” ที่เตรียมยกระดับพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติหรือระดับโลก (Thailand as World Class Health Care Provider) ที่เน้นการบริการรักษาพยาบาล บริการเพื่อสุขภาพ สปา และ กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทย นับว่าเป็นการกระตุ้นได้ตรงจุด แต่ศาสตร์การรักษาพยาบาลนั้นจริงๆ มีอยู่มากมาย และอาชาบำบัด ก็เป็นศาสตร์หนึ่งที่กำลังเป็นที่รู้จักมากขึ้น

สำหรับ “อาชาบำบัด” นี้เป็นการรักษาบรรเทาอาการของเด็กซึ่งมีอาการของออทิสติก และสมองพิการ โดยใช้ม้า สัตว์แสนรู้มาเป็นเครื่องช่วยบำบัดอาการ และเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเมื่อผลการรักษาหลังทำการบำบัดอย่างต่อเนื่องพบว่าเด็กๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณชนมากนัก

ทำความคุ้นเคยกับม้า

ศูนย์การบริการอาชาบำบัดในประเทศไทยนั้นมีให้บริการ กระจายตัวอยู่แทบทั่วประเทศ และที่ “กองพันสัตว์ต่าง กรมการสัตว์ทหารบก ค่ายตากสิน” จ.เชียงใหม่ นั้นเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ได้รับความร่วมมือจาก “สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์” กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ทำงานควบคู่กันไป จนทุกวันนี้กลายเป็น “ศูนย์อาชาบำบัด” ที่มีความพร้อมที่สุดในภาคเหนือเลยก็ว่าได้

ส่วนใหญ่แล้วในกลุ่มของออทิสติกนั้นจะมีอาการที่เกิดจากความผิดปกติทางพัฒนาการแบบหนึ่งที่เรียกชื่อตามพฤติกรรมที่พบในวัยเด็ก คือ การแยกตัวอยู่ในโลกของตนเอง ไม่ค่อยสื่อสารกับใคร จนทำให้เด็กขาดการรับรู้จากสิ่งแวดล้อม พบว่าเป็นความบกพร่องของสมองที่มีหน้าที่เกี่ยวกับระบบประสาทสัมผัสและการรับรู้ ส่วนการรักษาในปัจจุบันเป็นเพียงการรักษาตามอาการ และพัฒนาศักยภาพของเด็กเพื่อลดความบกพร่อง เพื่อให้เด็กและครอบครัวสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวล้ำไปขนาดไหนก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดออทิสติกได้อย่างชัดเจน

เรียนรู้จากการสัมผัส

สาเหตุที่ “ม้า” สามารถช่วยในการกระตุ้นพัฒนาการได้เพราะว่าม้านั้นสามารถสื่อสารและรับรู้ความรู้สึกของผู้ขี่ได้ และจะตอบสนองอารมณ์นั้นๆ ถ้าผู้ขี่แสดงอาการก้าวร้าวออกมา ม้าก็จะแสดงพฤติกรรมที่คล้ายกันตอบกลับไป แต่ถ้าผู้ขี่นั่งสบายๆขี่อย่างมั่นใจ ม้าก็จะผ่อนคลายและเชื่อฟังคำสั่งอย่างดี นั่นทำให้เด็กๆ สามารถรับรู้และค่อยๆ ปรับพฤติกรรมของตนเองไปอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว

เด็กที่มีอาการสมาธิสั้นเมื่อขึ้นไปอยู่หลังม้า ก็จะต้องเรียนรู้ที่จะทรงตัวเวลาม้าเดิน ทำให้เกิดสมาธิ รู้จักควบคุมทั้งร่างกายและอารมณ์ของตัวเอง ไม่แสดงนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง หรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา และม้าที่กองพันสัตว์ต่างนี้ได้รับการฝึกหัดมาอย่างดี เชื่อฟังคำสั่งและคุ้นเคยกับมนุษย์ จึงเหมาะต่อการใช้บำบัดเด็กๆ

ฝึกทรงตัวในท่าทางต่างๆ เพื่อเพิ่มสมาธิ

สำหรับคอร์สอาชาบำบัดของที่นี่นั้นจะเริ่มจากการตรวจวิเคราะห์เด็กที่จะสมัครเข้าร่วมโครงการโดยสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ แล้วส่งต่อไปยังกองพันสัตว์ต่าง ค่ายตากสิน เพื่อให้ทหารซึ่งผ่านการอบรมมาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลตลอดเวลา โดยหนึ่งคอร์สจะมีทั้งหมด 12 ชั่วโมง ในแต่ละวันจะเริ่มจากให้ผู้ปกครองและเด็กๆ ล้อมวงเพื่อทำออกกำลังกายเบาๆ พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อฝึกการพูดโต้ตอบ และเพื่อให้ครูพี่เลี้ยงได้เรียนรู้พฤติกรรมของเด็กๆ แต่ละคนเพื่อได้นำกลับมาวิเคราะห์พัฒนาการเป็นระยะ

จากนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่ให้เด็กๆ ได้ทำความคุ้นเคยกับม้าที่ตนเองต้องขี่ เบื้องต้นพบปัญหาที่เด็กๆ กลัวและไม่กล้าสัมผัสม้าเพื่อทำความคุ้นเคย แต่กลับเป็นเจ้าม้าแสนรู้เองที่ดูจะสนอกสนใจเด็กๆ และอยากเล่นด้วย ไม่นาน กระบวนการเรียนรู้โดยการสัมผัสและรับรู้ถึงอารมณ์ของม้าซึ่งเป็นการบำบัดเบื้องต้นก็เกิดขึ้น หลังจากที่เด็กๆ มีความคุ้นเคยกับม้าแล้วก็จะเป็นการฝึกสมาธิและการทรงตัวบนหลังม้า และเพื่อความปลอดภัยก็จะจัดให้มีครูฝึกประจำเด็กแต่ละคน และมีผู้ช่วยอีก 3 คน คนจูงม้าหนึ่งคน อีกสองคนจะเดินขนาบข้างม้าคอยประคอง ดูแล และฝึกเด็กไปพร้อมๆ กับผู้ปกครองที่เดินไปด้วยตลอดการบำบัด

ผู้ปกครองเดินให้กำลังใจ

สำหรับเด็กคนไหนที่เบื้องต้นยังไม่สามารถทรงตัวได้เลยก็จะต้องเพิ่งพี่เลี้ยงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ตลอดเวลาการฝึกนั้นเด็กๆ ต้องฝึกทรงตัวด้วยท่าทางต่างๆ บนหลังม้า เมื่อพวกเขาเริ่มมีสมาธิมากยิ่งขึ้น การทรงตัวก็จะทำได้ดีขึ้น และเมื่อจิตใจจดจ่ออยู่กับการทรงตัวบนหลังม้า พฤติกรรมเช่น การทำซ้ำๆ ในลักษณะเดิม หรือกรีดร้องโดยไม่มีสาเหตุ ก็จะค่อยๆ หายไป และสิ่งที่ได้หลังจากการบำบัดนั้น ผู้ปกครองทุกท่านต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าพัฒนาการของเด็กๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แต่พัฒนาการจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคนที่จะตอบสนอง อย่างเด็กที่มีอาการสมาธิสั้น พูดไม่เรียงประโยค ร้องโวยวาย เอาแต่ใจตัวเอง ก็สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น รับฟังเหตุผล สมาธิดีขึ้น พูดสื่อสารได้ชัดเจน การพูดซ้ำๆ ลดลง และกลายเป็นคนที่รักสัตว์ และในที่สุดพวกเขาก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขต่อไป

นับว่าเป็นอีกศาสตร์การรักษาพยาบาลหนึ่งที่ประเทศไทยเรานั้นมีศักยภาพที่ดี เพียงแต่ยังหลายภาคส่วนยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญอย่างจริงจัง แต่ถ้าเราลองย้อนไปดูตัวเลขจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า จากจำนวนประชากรของประเทศไทย จำนวน 62 ล้านคน มีประชากรกลุ่มออทิสติกประมาณ 6 ใน 1000 หรือร้อยละ 0.6 ของประชากรทั้งหมด อาจจะมองว่าเป็นตัวเลขที่น้อย แต่ถ้านับรวมกันทั่วโลกจำนวนเด็กออทิสติกน่าจะมากขึ้นจนน่าใจหาย

ท้ายสุดคือคำขอบคุณและรอยยิ้ม

ดังนั้นเมื่อไทยเราเตรียมพร้อมที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลกแล้ว นอกจากการบริการทางการแพทย์สมัยใหม่ ตลอดจนสปาต่างๆ การบำบัดกลุ่มออทิสติกและสมองพิการนั้นน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อดึงคนเข้าประเทศ และต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันได้

ไม่เพียงแค่เงินที่จะหมุนไปสู่ประชาชนในประเทศ มากกว่านั้นคือการได้ช่วยเหลือให้เด็กๆ ออทิสติก ได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างคนปกติ ได้มีความสุขและรอยยิ้มอีกครั้งไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ เพราะว่าทุกคนคือเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

“ศูนย์อาชาบำบัด” ตั้งอยู่ที่ กองพันสัตว์ต่าง กรมการสัตว์ทหารบก ค่ายตากสิน จ.เชียงใหม่ โทร. 0-5312 -0070 หรือ “สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์” จ.เชียงใหม่ โทร.0-5389-0238-44

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s