ความเป็นไปของอ่าวปัตตานีในปัจจุบัน

หวานชื่น-ขื่นลำเค็ญ “ความทรงจำในอ่าวปัตตานี”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 ตุลาคม 2553 13:55 น.
 
ปากอ่าวปัตตานีพื้นที่แห่งความเปลี่ยนแปลง

       “ธรรมชาติที่นี่มันเปลี่ยนไปมาก สัตว์น้ำน้อยลงไปทุกที เดี๋ยวนี้คนกับนกต้องแย่งกันจับปลาแล้ว ใครไวกว่าก็ได้ไป”
       
       ดอเลาะ เจ๊ะแต เปรยดังๆแข่งกับเสียงเรือที่แล่นตัดคลื่นแผ่วๆผ่านกลุ่มนกกาน้ำกลุ่มหนึ่งที่เกาะนิ่งบนซั้งรอจังหวะโฉบจับเหยื่อกลางผืนน้ำของ“อ่าวปัตตานี” อดีตทะเลในอันอุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่งในแหลมมลายู
       
       แต่วันนี้…ความทรงจำอันหวานชื่นของชาวบ้านรอบอ่าวปัตตานีเปลี่ยนเป็นความขื่นลำเค็ญจากหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนไป ชนิดไม่มีวันหวนคืน
       
       และนี่คือส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง ผ่านคำบอกเล่าและบทบันทึกจากงานวิจัยของ “ดอเลาะ เจ๊ะแต”และ“มะรอนิง สาและ” 2 นักวิจัยท้องถิ่นชาวบ้านในพื้นที่อ่าวปัตตานีและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีทีมงานจาก“มูลนิธิเล็กประไพ-วิริยะพันธุ์”นำโดย“วลัยลักษณ์ ทรงศิริ”คอยเป็นพี่เลี้ยง และมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) เป็นผู้ให้การสนับสนุน

ป่าชายเลนยะหริ่งที่ยังคงสภาพสมบูรณ์มาก

       หวานชื่น
       
       อ่าวปัตตานีมีพื้นที่ประมาณ 74 ตารางกิโลเมตร ลักษณะเป็นอ่าววงรี มี“แหลมตาชี”หรือ “แหลมโพธิ์”ที่เกิดจากสันทรายทับถมกันเป็นแนวยาวยื่นขนานกับแนวแผ่นดินใหญ่ไปในทะเล แบ่งพื้นที่อ่าวไทยกับอ่าวปัตตานีออกจากกัน
       
       “ชาวบ้านที่นี่เรียกอ่าวไทยว่าทะเลนอก ส่วนในอ่าวปัตตานีเรียกว่าทะเลใน” มะรอนิง สาและ หรือ “เจ๊ะกู” เล่าให้ฟัง
       
       สมัยก่อนอ่าวปัตตานีมีทรัพยากรทางทะเลมากมาย เพราะเป็นพื้นที่ปากน้ำเต็มไปด้วยตะกอนดินและแร่ธาตุอาหาร อีกทั้งยังมีป่าชายเลนยะหริ่งบริเวณก้นอ่าวที่ได้ชื่อว่าเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดในเมืองไทย ในขณะที่ลึกจากอ่าวเข้ามาในแผ่นดินก็อุดมสมบูรณ์เช่นกัน เป็นทั้งแหล่งทำนาเกลือ นาข้าว
       
       นอกจากนี้ยังมีแหลมโพธิ์ให้นักเดินเรือได้แวะพักหลบมรสุม ซ่อมแซมเรือ แลกเปลี่ยนสินค้า และมีเส้นทางน้ำเชื่อมต่อกับชุมชนภายใน ทำให้อ่าวปัตตานีกลายเป็นเมืองท่าสำคัญของแหลมมลายูมาตั้งแต่สมัยโบราณ
       
       ชาวบ้านรอบอ่าวปัตตานีในอดีตมีความสุขอย่างเรียบง่าย พอเพียงกับทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน
       
       แต่ในปัจจุบันสภาพการณ์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่!?!

แผนผังอ่าวปัตตานี ฝีมือการวาดของดอเลาะ

       เปลี่ยนแปลง 1
       
       การพัฒนาจากสังคมเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรมและเติบโตสู่สังคมบริโภคนิยม รวมถึงการเข้ามาของทุนต่างถิ่น คือปัจจัยหลักในความเปลี่ยนแปลงของอ่าวปัตตานี โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา การแย่งชิงทรัพยาการทางทะเลที่นี่มีสูงขึ้นเป็นลำดับต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้นมากขึ้นในอนาคตหากไม่มีการจัดการแก้ไขที่ดี ซึ่งดอเลาะและเจ๊ะกูได้สรุปถึงปัจจัยสำคัญต่างๆที่ส่งผลกระทบต่ออ่าวปัตตานีในรอบประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ไว้ดังนี้
       
       -เรือประมงพานิชย์ที่มาพร้อมกับอวนลาก อวนรุน เข้ามาจับปลาจำนวนมากเกินไป ทำให้ปลาในอ่าวลดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ยังส่งผลกระทบต่อการทำประมงพื้นบ้านที่เครื่องไม้เครื่องไม่อาจสู้เรือประมงพานิชย์ของนายทุนได้ ทำให้ชาวบ้านจับปลาได้น้อยลงมาก
       
       -การทำนากุ้ง ทำให้เกิดปัญหาเรื่องน้ำเสีย ทำให้น้ำในอ่าวมีสภาพเปลี่ยนไปส่งผลกระทบต่อสัตว์ พืช และผู้คนในบริเวณอ่าว

โรงงานอุตสาหกรรมริมอ่าว

       -การจับสัตว์น้ำแบบผิดวิธีและเกินพอดีของชาวบ้าน รวมถึงการไม่ช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติก็มีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของอ่าวปัตตานีเช่นกัน
       
       -การเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรมจากโครงการเขตอุตสาหกรรมพิเศษ ซึ่งหลังจากนั้นก็มีน้ำเสียและของเสียไหลลงสู่อ่าวเป็นจำนวนมาก
       
       -การรุกพื้นที่อ่าวสาธารณะของนายทุนเข้ามาทำกิจการขนาดกลาง โดยเฉพาะการทำฟาร์มหอยแครงที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมา
       
       -โครงการธนาคารอาหาร หรือ Seafood bank ในยุครัฐบาลทักษิณ ที่นำพื้นที่สาธารณะมาออกโฉนดน้ำให้ชาวบ้าน ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้นายทุนเข้ามายึดครองพื้นที่(จากชาวบ้าน)ในอ่าวปัตตานีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แนวสันทรายที่ยื่นกินปากอ่าวเข้ามาจนมีแนวโน้มว่าจะปิดปากอ่าวในอนาคต

       เปลี่ยนแปลง 2
       
       ไม่เพียงแค่มนุษย์เท่านั้นที่ทำให้อ่าวเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติก็มีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นกันจากสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนไปและสภาวะโลกร้อนทำให้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทะเลในประสบกับปัญหาความตื้นเขินเนื่องจากตะกอนดินทับถมเป็นจำนวนมาก โดยบริเวณที่ลึกที่สุดลึกเพียง 1.2 เมตรเท่านั้น ส่วนบริเวณตื้นที่สุด ลึกแค่ 20 เซนติเมตร
       
       นอกจากน้ำทะเลยังได้กัดเซาะชายฝั่งแหลมโพธิ์อย่างรุนแรงจนแทบจะตัดส่วนที่แคบที่สุดของแหลมที่บ้านดาโต๊ะออกจากแผ่นดินใหญ่ แต่สายน้ำกลับนำพาตะกอนไปเพิ่มยังปลายแหลมอีกฝั่งหนึ่งยืนโค้งกินปากอ่าวทะเลในเข้ามามากขึ้น ทำให้ทางรัฐต้องสร้างเขื่อนกั้นเพื่อไม้ให้ขวางทางเดินเรือประมงพานิชย์
       
       แต่หารู้ไม่ว่าเขื่อนได้ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของอ่าวอย่างใหญ่หลวง เพราะที่ปากอ่าวด้านปากแม่น้ำ รัฐได้มาสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึกแบบผิดที่ผิดทาง เนื่องจากปากอ่าวปัตตานีปัจจุบันเปลี่ยนแปลงกลายเป็นน้ำตื้นไปนานแล้ว แต่รัฐดันมาคิดสร้างท่าเรือน้ำลึกที่บริเวณนี้แบบไม่รู้ว่าเอาส่วนไหนคิด

โครงการท่าเรือน้ำลึกที่สร้างในบริเวณน้ำตื้น

       ดังนั้นเมื่อเรือใหญ่กินน้ำลึกไม่สามารถวิ่งเข้ามาจอดได้ ทำให้ต้องมีการขุดโคลนเลนเปิดร่องน้ำอยู่ตลอด รวมถึงการขุดทรายในบางพื้นที่เพื่อนำไปถมพื้นที่ท่าเรือ ส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนกระแสน้ำ อีกทั้งยังเป็นตัวเร่งให้เกิดตะกอนสะสมอย่างเร็วขึ้นและมากขึ้นที่ปลายแหลมโพธิ์ตามที่กล่าวมาข้างต้น
       
       “ในอนาคตอีกไม่กี่ 10 ปีข้างหน้า ถ้าไม่มีการป้องกัน ปลายแหลมโพธิ์จะงอกยาวมาบรรจบกับฝั่งทะเลใน เป็นอ่าวปิดกลายเป็นทะเลสาบหรือบึงขนาดใหญ่ กลายเป็นบึงน้ำเน่าไป เพราะต้องมาคอยรับน้ำเสียจากโรงงานโดยไม่มีทางระบายออก”
       
       ดอเลาะ กล่าวด้วยความห่วงใย ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึงอาจเป็นการปิดตำนานอ่าวปัตตานีไปโดยปริยาย

ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไปของชาวประมงที่อ่าวปัตตานี

       ลำเค็ญ
       
       ความเปลี่ยนแปลงของอ่าว ความตื้นเขินของน้ำ การหายไปของปลาจำนวนมาก ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวบ้านที่อยู่รอบอ่าวปัตตานีที่ปัจจุบันมีชาวบ้านอาศัยอยู่รอบอ่าวมากถึงเกือบ 30,000 คน โดยประมาณ 80% ของที่นี่ยังคงทำประมงอยู่
       
       ทว่าเมื่อประสบกับปัญหาทรัพยากรขาดแคลนทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรในทะเลในขึ้น ก่อนจะกลายเป็นการกระทบกระทั่งตามมา ระหว่างชาวบ้านกับนายทุน ชาวบ้านกับรัฐ และชาวบ้านกับชาวบ้าน กลายเป็นปัญหามาจนถึงทุกวันนี้
       
       ในขณะที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งเลิกทำประมงไปเลย โดยปรับเปลี่ยนวิถีไปทำอาชีพอื่นแทน ไม่ว่าจะเป็น ไปทำงานโรงงาน หันมาทำข้าวเกรียบปลาขาย ออกไปรับจ้าง ทำงานก่อสร้างในเมือง ไปรับจ้างกรีดยาง รวมถึงการไปขายแรงงาน และการไปเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารในมาเลเซีย ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในหมู่เยาวชนที่หลังจากเรียนจบ ป.6 ก็เดินทางไปทำงานในมาเลเซียกันแล้ว ทำให้เด็กๆเหล่านี้ขาดโอกาสทางการศึกษาไปอย่างน่าเสียดาย

มะรอนิง สาและ

       นอกจากนี้ความเปลี่ยนแปลงของอ่าวยังเกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย ทั้งปัญหาสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ยาเสพติด เป็นต้น ทำให้สภาพสังคมและวิถีชีวิตรอบอ่าวปัตตานีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
       
       “เมื่อทะเลเปลี่ยน วิถีชาวบ้านก็เปลี่ยน”
       
       เจ๊ะกู กล่าวด้วยน้ำเสียงรันทด เพราะเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงของอ่าวจนต้องเลิกทำประมง หันมาขายข้าวแกงแทน
       
       อย่างไรก็ดีกับปัญหาที่เกิดขึ้น ชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธการช่วยเหลือของหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำของกรมประมง การปลูกป่าชายเลนของกรมป่าไม้ การปล่อยอีเอ็มเพื่อบำบัดน้ำเสียของกองทัพภาคที่ 4 แต่ว่ากับปัญหาที่กินลึก การช่วยเหลือเหล่านี้จึงช่วยได้บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ดอเลาะ เจ๊ะแต

       แม้ปัญหาบนความเปลี่ยนแปลงของอ่าวปัตตานีจะดูน่าหนักใจ แต่หลายๆคนก็ยังมีความหวัง
       
       “เมื่อต่างคนต่างมอง ต่างคิด ต่างทำ ต่างอยากได้ ปัญหามันก็แก้ได้ยาก” ทศพล พลรัตน์นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ผู้อยู่ในพื้นที่กล่าว พร้อมเสนอแนะว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องมีการเริ่มทำในสิ่งต่างๆเพื่อฟื้นฟูอ่าว อาทิ เริ่มปลูกฝังเยาวชน ตั้งกลุ่มอนุรักษ์หวงแหนทรัพยากร หันหน้ามาคุยกันอย่างเปิดใจและจริงจัง เริ่มมีกฎกติกาและวางแผนในการจับสัตว์น้ำ
       
       พร้อมกันนี้ทศพลยังมองไกลไปถึงทิศทางของอ่าวปัตตานีในอนาคตว่า รัฐและชุมชนควรร่วมกันบริหารจัดการประมงชายฝั่งอย่างเต็มรูปแบบให้ชาวประมงทราบว่า กิจกรรมใดๆที่อาจส่งผลกระทบต่ออ่าวปัตตานี ควรผ่านการพิจารณาจากชุมชนรอบอ่าวก่อนเพื่อหาทางออกในการดำเนินงาน และควรมีแผนรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
       
       ในขณะที่ดอเลาะและเจ๊ะกูก็พยายามในหลากหลายทางเพื่อฟื้นฟูเยียวยาอ่าวอย่างไม่สิ้นหวัง
       
       เจ๊ะกู พยายามผลักดันให้รัฐเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอ่าวปัตตานีพร้อมตั้งโครงการฟื้นฟูอ่าวอย่างจิงจังขึ้นมา โดยต้องมาตั้งข้อตกลงกันใหม่ทั้งในส่วนของชาวบ้าน รัฐ และนายทุน
       
       ส่วนดอเลาะกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง วันนี้พวกเขาได้เดินหน้าตั้งกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานีขึ้นมาเพื่อเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้นตามความสามารถที่ทำได้ พร้อมกับหวังว่าเมื่อสถานการณ์ความไม่สงบคลี่คลายขึ้น สถานการณ์อ่าวกระเตื้องขึ้น เขาอยากจะพัฒนาพื้นที่รอบอ่าวบางส่วนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้รูปธรรมจากรายเสริมทางการท่องเที่ยว ส่งนำให้ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์สภาพธรรมชาติ การทำประมงพื้นบ้านและศิลปวัฒนธรรมประเพณีต่างๆไว้ ให้คนภายนอกได้มาศึกษาเรียนรู้
       
       นอกจากนี้ทั้งดอเลาะและเจ๊ะกูยังได้นำความรู้ที่มีอยู่ไปปลูกฝังเยาวชนในโรงเรียนรอบอ่าวที่สนใจให้เรียนรู้ถึงความสำคัญของอ่าวปัตตานีในอดีตเพื่อให้เกิดความรักและหวงแหนในท้องถิ่นของตัวเอง อีกทั้งปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่รัก หวงแหน และเห็นถึงความสำคัญของธรรมชาติ
       
       โดยเขาทั้งคู่ยังคงมีความหวังว่าสักวันหนึ่ง ปัญหาต่างๆจะถูกคลี่คลายให้อ่าวปัตตานีกลับมามีสภาพที่ดีกว่าทุกวันนี้
       
       เช่นเดียวกับที่หวังว่าสักวันหนึ่งความสงบสุขจะกลับคืนสู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s