Achilles and the Tortoise

Achilles and the Tortoise : จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ฝันสลาย โดย โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล 25 ตุลาคม 2553 10:58 น. คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น ก่อนดูหนัง ดิฉันได้รับข้อมูลเบื้องต้นจากรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งชื่นชอบหนังของ ทาเคชิ คิตาโน อย่าง Kikujiro, Hana-bi, Sonatine ว่า ใน Achilles and the Tortoise นี้ เราได้คิตาโนคนเดิมคืนมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เสียเขาไปให้กับงาน “ลองของ” อย่าง Dolls และ Takeshis ซึ่งดูแล้วก็พากันงงงัน เสียความเชื่อมั่น คิดไม่ตกขบหนังไม่แตกมาจนกระทั่งทุกวันนี้ แปลไทยเป็นไทยอีกทอดหนึ่ง–สิ่งที่เพื่อนรุ่นน้องของดิฉันพยายามจะบอกก็คือ Achilles and the Tortoise เป็นหนังที่รวมร้อยมุขตลกบ้าๆ หน้าตายกับอารมณ์อบอุ่นประทับใจ ตลอดจนสะเทือนใจ เข้าด้วยกันอย่างสอดคล้องกลมกลืนเหนือชั้น และที่สำคัญ “ดูสนุก” เช่นเดียวกับหนังสามเรื่องแรกที่ดิฉันอ้างถึงเมื่อย่อหน้าก่อน ไม่ใช่หนังนิ่งๆ ที่ดูเหมือนจะมีสัญลักษณ์ให้ต้องคิดหัวแตกโดยตลอดทั้งเรื่องอย่าง Dolls หรือหนังล้อตัวเองที่จับโลกจริงโลกฝันมาปนกันให้ยุ่งอย่าง Takeshis ผลการพิสูจน์จริง ว่ากันด้วยความชอบ-ไม่ชอบส่วนตัวล้วนๆ ดิฉันไม่ถึงกับคลั่งไคล้ Achilles and the Tortoise เทียบเท่า Hana-bi, Sonatine และ Kikujiro กระนั้นก็ต้องยอมรับว่า มันถือเป็นหนังที่น่าประทับใจและน่าจดจำมากเรื่องหนึ่งในบรรดางานทั้งหมดของคิตาโน นอกจากนั้นยังจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ “หนังสำหรับทุกคน” ที่ใครๆ ก็พร้อมจะสนุกไปกับมันได้ได้อย่างไม่ขัดเขิน Achilles and the Tortoise เล่าถึงชีวิตของ มาชิสุ คุราโมชิ ผู้อุทิศทุกวินาทีของชีวิตให้กับการวิ่งไล่ตามความฝันที่อยากจะเป็นจิตรกรโด่งดังโดยไม่ยอมเสียเวลาเหน็ดเหนื่อยท้อแท้สักกระผีก หนังแบ่งเรื่องทั้งหมดออกเป็นสามช่วงตอน เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก พ่อของมาชิสุเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ชอบสะสมงานศิลปะเป็นงานอดิเรก (แต่ไม่มีความรู้เรื่องศิลปะเลย และมักถูกนายหน้าค้างานย้อมแมวหลอกขายงานง่อยๆ ในราคาแพงหูฉี่อยู่เนืองๆ) มาชิสุซึมซับความชื่นชอบในกลิ่นสีและผืนผ้าใบจากงานที่พ่อสะสม จนในที่สุดก็พัฒนามาเป็นความใฝ่ฝันว่า เมื่อโตขึ้นเขาจะเดินทางไปมหานครปารีสตามรอยศิลปินชื่อก้องโลกทั้งหลาย และในที่สุดชื่อของเขาจะต้องถูกจารึกไว้บนแผนที่โลกศิลปะสักวันหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จู่ๆ ความฝันของเด็กชายก็ต้องพังครืนอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว เมื่อธุรกิจของพ่อล้มละลาย ทรัพย์สินสารพัดถูกยึดเรียบ และตัวมาชิสุก็ถูกส่งไปอยู่กับญาติที่ต่างจังหวัดซึ่งไม่ได้มีแก่ใจจะสนับสนุนความสามารถทางศิลปะของเขาเหมือนกับพ่อเลยแม้แต่น้อยนิด ถัดมาเป็นวัยหนุ่ม มาชิสุเติบโตขึ้นมาในสภาพแร้นแค้น ทว่ายังคงทุ่มทุกอณูชีวิตให้แก่ความฝันอยากเป็นจิตรกรชื่อก้องโลกเช่นเดิม ท้องอาจไม่ได้อิ่มทุกมื้อ ทว่าสี พู่กัน ผ้าใบ จะต้องไม่ขาดมือ เขาเริ่มเอางานตัวเองไปเสนอนายหน้าค้างานศิลปะ (ซึ่งก็บังเอิญเหลือเกินว่าเป็นลูกชายนายหน้าหน้าเลือดคนเดียวกับที่เคยติดต่อค้าขายกับพ่อของเขา) แต่ไม่เคยขายงานได้เลยสักชิ้น หนำซ้ำแต่ละครั้งยังต้องพบคำวิจารณ์แสบทรวงเจ็บสุดกึ๋น แต่จะอย่างไรมาชิสุก็ไม่เคยระย่นระย่อท้อถอย ในช่วงเวลาเดียวกัน เขาได้พบหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นคู่ทุกข์คู่ยากชั่วชีวิตของเขา ช่วงสุดท้ายเป็นเรื่องของมาชิสุเมื่อชีวิตล่วงเข้าสู่วัยกลางคน (คิตาโนรับบทนี้เอง) เขากับซาจิโกะ คู่ชีวิต ร่วมหัวจมท้ายกันมาจนลูกโตเป็นสาว ฐานะความเป็นอยู่ของมาชิสุไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด เช่นเดียวกับช่องว่างระหว่างเขากับฝันหวานในโลกศิลปะ ที่ก่อนหน้านี้เคยห่างกันเท่าใด มาวันนี้มันก็ยังห่างกันเท่านั้น หนังมีหลายอย่างชวนให้นึกถึง Hana-bi อาทิ ตัวละครผู้หมกมุ่นคลั่งไคล้การวาดภาพ (ใน Hana-bi คืออดีตเพื่อนตำรวจของคิตาโน) และโครงเรื่องเนื้อหาที่เป็นเรื่องทำนองชีวิตรันทดจริงจังหนักหน่วง ทว่าองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่หายไป และน่าจะมีผลทำให้ความรู้สึกผูกพันรักใคร่ของผู้ชมต่อหนังลดลงไม่น้อย ก็คือ มุขตลกหน้าตายบ้ากันแบบไม่แคร์โลกและชีวิตจริง ซึ่งถือเป็นเสน่ห์และความพิเศษประการหนึ่งของหนังคิตาโน (ความเก่งกาจอย่างหนึ่งของคิตาโน คือ การที่เขาสามารถเล่นมุขตลกบ้าบอนอกเรื่องเป็นนานสองนาน และในที่สุดเมื่อเห็นสมควรแก่เวลา ก็สามารถดึงหนังกลับมาเข้าเรื่อง และเหวี่ยงความรู้สึกผู้ชมให้พลิกผันกลับมาซาบซึ้งกับหนังต่อได้โดยอารมณ์ไม่มีสะดุด) ใน Achilles and the Tortoise คิตาโนนำมุขตลกทั้งหลายไปผูกโยงกับเรื่องหนักข้ออย่างความตายเสียเยอะ ส่งผลให้หนังมีความเป็นตลกร้ายสูงเสียจนผู้ชมไม่สามารถหัวเราะกับมันได้อย่างเต็มปากเต็มคำเท่าใดนัก ยกตัวอย่างเช่น ตอนหนึ่งใน Kikujiro ตัวละครของคิตาโนแกล้งทำเป็นคนตาบอดเดินเปะปะออกไปกลางถนนกะให้รถหยุด เพื่อที่ตัวเองจะได้ขออาศัยติดรถเดินทางไปกับเขา ผลปรากฏว่า รถไม่หยุด กลายเป็นคิตาโนที่ถูกรถชนโครม แต่ถึงกระนั้นในฉากต่อๆ ไปเขาก็ยังคงเดินเหินได้เป็นปรกติไม่มีส่วนใดบุบสลายแม้แต่น้อยนิด ใน Achilles and the Tortoise มีตัวละครบางตัวประพฤติปฏิบัติอะไรบ้าๆ ทำนองเดียวกัน แต่หนนี้คิตาโนกลับเลือกที่จะให้ตัวละครเหล่านั้นถึงกับตายไปเสียจริงๆ แฟนเก่าแก่ที่กำลังเตรียมตัวจะหัวเราะเพราะนึกว่าจะได้เจอมุขตลกที่เคยคุ้น จึงมีอันต้องตั้งท่าเก้อกันไปตามระเบียบ ลักษณะดังกล่าว จะว่าไปก็ไม่ใช่ข้อบกพร่องของหนังแต่อย่างใด กระนั้นก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีผลทำให้ภาพรวมของ Achilles and the Tortoise เป็นหนังที่ชวนให้ผู้ชมรู้สึกอึ้งๆ ซึมๆ สะเทือนใจ ตลอดจนสมเพชเวทนาในชะตากรรมของตัวละคร และลักษณะดังกล่าวก็บั่นทอนความเป็น “หนังที่หยิบมาดูได้เรื่อยๆ” ของมันไม่น้อยทีเดียว ชื่อหนัง Achilles and the Tortoise นั้นมาจาก ปฏิทรรศน์ (Paradox: ข้อความที่ขัดแย้งในตัวเองและไม่น่าจะเป็นจริงได้ ทว่าเอาเข้าจริงอาจนำไปสู่ความจริงในอีกรูปแบบหนึ่ง) ของนักปรัชญาชาวกรีกนาม ซีโนแห่งเอเลีย หนังนำปฏิทรรศน์ดังกล่าวมาถอดความและถ่ายทอดในรูปแบบการ์ตูนแอนิเมชั่นในช่วงเปิดเรื่อง กล่าวโดยสรุป เนื้อหาของปฏิทรรศน์ดังกล่าวว่าด้วยการวิ่งแข่งระหว่างอคิลลิสผู้มีฝีเท้าจัด ความเร็วในการวิ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10 เมตรต่อ 1 วินาที กับเต่าผู้เชื่องช้า ใน 1 วินาทีวิ่งได้เพียง 1 เมตร ในการแข่งขันครั้งนี้อคิลลิสต่อให้เต่าออกสตาร์ทล่วงหน้า 9 เมตร คำถามคือ ในท้ายที่สุดอคิลลิสจะวิ่งทันเต่าหรือไม่? หนังเฉลยว่า อคิลลิสจะไม่มีทางไล่ทัน และก็จะเป็นเต่าที่เป็นฝ่ายวิ่งนำหน้าอยู่เศษหนึ่งส่วนเสี้ยวเมตรเสมอ ตลอดทั้งเรื่อง หนังให้ผู้ชมเป็นประจักษ์พยานต่อวิบากกรรมการวิ่งไล่กวดความฝันของมาชิสุมาโดยตลอด ดูเหมือนความฝันจะสำคัญเหนืออะไรอื่นในชีวิต และเพื่อให้ได้มันมา มาชิสุก็ดูจะยอมสละแล้วซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง…กระทั่งครอบครัวตัวเองก็ไม่เว้น พร้อมกันกับความบ้าคลั่งศิลปะของมาชิสุ สิ่งหนึ่งที่ผู้ชมได้รับรู้ควบคู่กันมาโดยตลอด ก็คือ ความกดดันทั้งหลายที่เมียและลูกสาวของเขาต้องประสบ ความสะดวกสบายที่ทั้งคู่ต้องยอมสละให้ เพียงเพื่อหัวหน้าครอบครัวจะได้ทำงานศิลปะตามที่ใฝ่ฝัน มีความฝันใดยิ่งใหญ่พอที่เราจะยอมสละครอบครัวอันเป็นที่รักเพื่อมันหรือไม่?… Achilles and the Tortoise ดูจะชักชวนผู้ชมให้ตั้งคำถามดังกล่าวกับตัวเองอยู่เป็นระยะๆ น่าสนใจกับบทสรุปลงท้ายที่คิตาโนเลือกให้กับหนัง แถมพกด้วยปริศนาน่าคิดเล็กๆ ในการที่หนังขึ้นข้อความตัวหนังสือสุดท้ายก่อนเครดิตท้ายเรื่อง บอกเล่าข้อสรุปแบบ “ทางเลือกใหม่” ในเรื่องราวระหว่างเต่ากับอคิลลิส ที่ว่าน่าสนใจนั้นก็เนื่องจาก มันชวนให้ผู้ชมได้ขบคิดในอีกทางหนึ่งว่า สิ่งที่มาชิสุพยายามจะไล่ให้ทันแต่ไม่เคยทำได้สำเร็จมาตลอดทั้งชีวิตนั้น เอาเข้าจริงแล้วมันคือ “ความฝัน” หรือว่า “ความจริง” กันแน่

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s