ระบบเศรษฐกิจมังกรจะรุดหน้าเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจโลกอีกหลายสิบปี

เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบใหญ่ไปได้อีกนานไหม
โดย มิตช์ ม็อกซ์ลีย์ 19 ธันวาคม 2553 23:46 น.
 
       (เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ http://www.atimes.com)
       
       Growth ahead, but hurdles too
       By Mitch Moxley
       09/12/2010
       
       หลังจากทั่วโลกเผชิญวิกฤตภาคการเงินเมื่อปี 2008 เป็นต้นมา อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน กลับพุ่งพรวดรุ่งโรจน์เหมือนดาวจรัสแสง แถมยังกำลังเตรียมพร้อมที่จะขึ้นสู่วิถีโคจรที่โดดเด่นจับตามากขึ้นไปอีกในช่วงเวลา 10-15 ปีข้างหน้า ทั้งนี้เป็นความเห็นของ จัสติน อี้ฝู หลิน พลเมืองจีนคนแรกที่ได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก อย่างไรก็ดี นักวิชาการคนอื่นๆ อีกหลายคนมองภาพในแง่ร้ายมากกว่าดี โดยเห็นว่าเศรษฐกิจแดนมังกรคงจะหลีกเลี่ยงการดำดิ่งทรุดตัวไม่พ้น
       
       ปักกิ่ง– ขณะที่เศรษฐกิจของจีนกำลังพุ่งทะยานสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากในกรุงปักกิ่งกลับรู้สึกกันว่า แม้ควรที่จะมองการณ์ในแง่ดีเกี่ยวกับการเจริญเติบโตต่อไปในอนาคตข้างหน้าก็จริง แต่ควรต้องมีความระมัดระวังไม่ประมาทด้วย ทั้งนี้ความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ของเศรษฐกิจแดนมังกรยังคงมีอยู่อย่างแข็งแกร่งมั่นคง ทว่าก็มีความกังวลห่วงใยกันด้วยว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ขึ้นโด่งลอยลิ่วเป็นฟองสบู่ ตลอดจนภาวะเงินเฟ้อที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น อาจเป็นตัวการชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจได้
       
       ภายหลังฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็งจนน่าประหลาดใจจากวิกฤตภาคการเงินในปี 2008 แล้ว จีนยังสามารถแซงหน้าญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขึ้นสู่ฐานะการเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2010 นี้เป็นที่คาดหมายกันว่าจะสูงล้ำกว่าการประมาณการของรัฐบาลแดนมังกรเองซึ่งให้ไว้ที่ระดับ 8% โดยที่ยังมีการพยากรณ์ถึงการเดินหน้าเติบใหญ่ขยายตัวต่อไปอีกยาว
       
       เศรษฐกิจจีนในปีนี้เจริญเติบโตได้ในอัตรา 11.9% ในช่วงไตรมาสแรก และอยู่ในระดับ 10.3% ในรอบไตรมาสสอง ในเดือนธันวาคมนี้ ธนาคารโลกได้ขยับปรับคำทำนายอัตราเติบโตของจีนประจำปี 2010 ให้เพิ่มขึ้นเป็น 10% จากที่เคยให้ไว้ที่ 9.5% ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในไตรมาสสาม “ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดใจ” โดยอยู่ในระดับ 9.6% สำหรับปีหน้า 2011 ธนาคารโลกทำนายว่าจะเติบโตด้วยอัตรา 8.7%
       
       ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ได้ทบทวนปรับขึ้นคำพยากรณ์ประจำปี 2010 นี้ของตนให้มาอยู่ที่ 10.5%
       
       จัสติน อี้ฝู หลิน (Justin Yifu Lin) พลเมืองจีนคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้านักเศรษฐกิจของธนาคารโลก เป็นหนึ่งในบรรดาผู้เชื่อมั่นมองการณ์ในแง่ดีเยี่ยมเกี่ยวกับเส้นทางเติบโตของเศรษฐกิจแดนมังกร เขาออกมาคาดหมายว่าประเทศจีนในช่วงเวลา 10 ถึง 15 ปีต่อจากนี้ไป ยังจะสามารถขยายตัวได้อย่างโดดเด่นน่าตื่นใจยิ่งกว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ และเขาเชื่อว่าภายในปี 2025 จีนจะสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
       
       อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ มองการณ์ด้วยความระมัดระวังมากกว่า
       
       เซี่ยกว๋อจง (Xie Guozhong) นักเศรษฐศาสตร์อิสระและที่ปรึกษาด้านการลงทุนในภาคการเงิน ผู้เคยเป็นกรรมการผู้จัดการของมอร์แกนสแตนลีย์ บอกกับสำนักข่าวอินเตอร์เพรสเซอร์วิส (ไอพีเอส) ว่า ความสามารถในการผลิตของจีนที่กำลังอยู่ในภาวะล้นเกิน และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีก นั่นคือฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ กำลังกลายเป็นอุปสรรคที่ท้าทายอย่างจริงจังต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของแดนมังกรในอนาคต
       
       “ภาวะฟองสบู่จะยังคงขยายตัวต่อไปในช่วง 2 ปีข้างหน้า และจะต้องแตกออกมาสักวันหนึ่งโดยไม่มีข้อยกเว้น” เขาระบุ
       
       สำหรับ ซูเจียน (Su Jian) รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มีความเห็นในแง่บวกมากกว่า เขามองว่า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อกำลังขยับสูงขึ้นไป โดยเหตุผลสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาอาหาร แต่ผลประกอบการทางเศรษฐกิจโดยรวมของจีนยังคงอยู่ในภาวะแข็งแกร่ง เขามองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีน “กำลังเนืองแน่นด้วยฟองสบู่ก็จริง แต่เศรษฐกิจจีนก็ไม่ได้กำลังบ่ายหน้าไปสู่การล้มครืนลงมา”
       
       อันที่จริงแล้ว เรื่องที่ว่าเศรษฐกิจจีนจะมีความเข้มแข็งในระยะยาวหรือไม่ กำลังกลายเป็นหัวข้อของการอภิปรายถกเถียงกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์และพวกผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน ขณะที่มติส่วนข้างมากดูจะอยู่ทางฝ่ายที่มองว่าแดนมังกรจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างยั่งยืน อย่างน้อยที่สุดก็จนกระทั่งถึงระยะกลาง แต่พวกนักวิจารณ์ที่เป็นส่วนข้างน้อยและส่วนใหญ่มาจากเหล่าประเทศตะวันตก ก็กำลังออกมาส่งเสียงเตือนว่าเศรษฐกิจจีนไม่ได้ดูดีเหมือนกับที่มองเห็นภายนอก พร้อมกันนั้นพวกเขายังทำนายว่าแดนมังกรอาจจะกำลังเดินหน้าเข้าสู่วิกฤตภาคการเงิน ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในเวลาสองสามทศวรรษถัดจากนี้
       
       เจมส์ เอส แชโนส (James S Chanos) ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์รายสำคัญในสหรัฐฯ ซึ่งเคยสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยด้วยการทำนายอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการล่มสลายของบริษัทเอนรอน ตลอดจนบริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่ง เป็นผู้หนึ่งที่ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจจีนกำลังบ่ายหน้าสู่การพังครืน ไม่ใช่การเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน เขามีความเห็นว่ารัฐบาลจีนกำลังให้ภาพความเข้มแข็งทางเศรษฐกิของแดนมังกรอย่างเกินเลยความเป็นจริง อีกทั้งปลอมแปลงอัตราการเจริญเติบโต โดยที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของจีนนั้น อยู่ในอาการเลวร้ายระดับ “ดูไบ คูณ 1,000 หรือกระทั่งย่ำแย่ยิ่งกว่านั้นอีก” แชโนสกล่าวเตือน
       
       นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2008 มาแล้ว พวกนักวิจารณ์อย่างเช่น แชโนส ได้ออกโรงเตือนถึงฟองสบู่ทรัพย์สินที่กำลังปรากฏออกมาในประเทศจีน พวกเขาโต้แย้งว่าแพกเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ารวม 596,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯของทางการจีน, การที่ภาคธนาคารปล่อยกู้กันอย่างสูงลิ่วเป็นสถิติใหม่, และการไหลทะลักทลายเข้ามาของ “เงินทุนเก็งกำไร” จากต่างชาติ ต่างกำลังถูกสูบฉีดเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างน่าวิตก
       
       ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มาร์ติน วูลฟ์ (Martin Wolf) หนึ่งในบรรดานักเขียนด้านเศรษฐศาสตร์ซึ่งทรงอิทธิพลสูงที่สุด ได้กล่าวในระหว่างการแสดงปาฐกถาประจำปีที่ใช้ชื่อว่า “2010 World Economy Annual China lecture” ในเมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง ว่า “เกือบจะเป็นที่แน่นอนแล้ว” ที่จีนจะต้องเผชิญประสบการณ์วิกฤตภาคการเงินในช่วง 25 ปีข้างหน้านี้ เขาเตือนว่าจีนมี “ความอ่อนแอที่สำคัญหลายๆ ประการ” พร้อมกับเสริมว่าเป็นไปได้ที่ภาคการธนาคารของแดนมังกรจะขาดทุนอย่างมากมายในช่วงไม่กี่ปีต่อจากนี้ไป
       
       วูลฟ์บอกว่า โมเดลการเจริญเติบโตของจีนในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นโมเดลที่ “โดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถที่จะมีความยั่งยืนได้” ทั้งนี้ในบรรดาปัญหาท้าทายสำคัญๆ ที่พวกผู้กำหนดนโยบายของจีนจะต้องเผชิญ มีอาทิเช่น การยกระดับผลิตภาพให้สูงขึ้น, การบริหารจัดการอัตราการลงทุนซึ่งกำลังตกต่ำลง, และการสร้างความมั่นคงในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติโดยที่ต้องอยู่ในระดับราคาที่จะสามารถใช้มาทำการผลิตได้ด้วย
       
       “ในทัศนะของผมแล้ว ไม่ว่าในระยะ 3 ทศวรรษที่ผ่านมาจีนจะประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นแทงตาสักเพียงไหนก็ตาม แต่ในช่วง 2 ทศวรรษจากนี้ไปมันไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลยที่จะต้องประสบกับความลำบากยากเย็น ยิ่งกว่าสิ่งที่สามารถทำสำเร็จไปแล้ว” เขากล่าว
       
       นอกจากนั้นแล้ว เส้นทางในการก้าวไปข้างหน้าของจีน ยังดูจะมีปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดเพิ่มเติมขึ้นมาอีก แม้กระทั่งธนาคารโลกเองก็กำลังเตือนว่า ถึงแม้ทิศทางแนวโน้มทางเศรษฐกิจของแดนมังกรอยู่ในสภาพที่สดใส แต่ความตึงเครียดระดับโลกในเรื่องความไม่สมดุลทางการค้า และการบงการปั่นค่าเงินตรา ก็อาจกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความมืดมัวขึ้นมาได้
       
       ธนาคารโลกเสนอแนะว่า กลไกอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น จะเปิดกว้างให้มีทางเลือกด้านนโยบายได้มากขึ้น เป็นต้นว่า การขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยเหลือปักกิ่งในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่กำลังไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อวิ่งเร็วรี่เกินกว่าเป้าหมาย 3% ที่รัฐบาลกำหนดเอาไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม และพอถึงเดือนตุลาคม 2010 ก็ไปอยู่ที่ 4.4% แล้ว
       
       รัฐบาลแดนมังกรยอมรับว่าจำเป็นที่จะต้องทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงมา เพื่อจะได้คลายความร้อนระอุของอัตราเงินเฟ้อ เมื่อต้นเดือนธันวาคมนี้ ผู้นำระดับสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์หลายๆ คน ออกมาระบุว่า พวกเขาจะเปลี่ยนไปใช้นโยบายทางการเงินที่ “สุขุมรอบคอบ” ถึงแม้พวกเขาไม่ได้บ่งบอกว่านั่นหมายถึงอะไรบ้าง อันที่จริงในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจีนก็ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ หลายประการเพื่อลดทอนการปล่อยสินเชื่อ เป็นต้นว่า มีการขึ้นสัดส่วนทุนสำรองที่ธนาคารจะต้องฝากเอาไว้กับแบงก์ชาติถึง 2 ครั้ง 2 หนในเดือนที่แล้ว
       
       ซู แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่งชี้ว่า รัฐบาลจีนยังได้เริ่มดำเนินมาตรการหลายๆ ประการเพื่อฉุดรั้งความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้นว่า การกำหนดให้ใช้นโยบายพิจารณาปล่อยสินเชื่อการเคหะที่เข้มงวดกวดขันมากขึ้น เพื่อสกัดกั้นราคาที่อยู่อาศัยซึ่งทะยานโลดลิ่ว
       
        (สำนักข่าวอินเตอร์เพรสเซอร์วิส)
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s