เก็บข้อมูลก่อนไปนครวัด

เมาขแมร์ (ตอน 15) ความลับของต้นตาล

 

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2545
           ไหนๆ เมื่อวานอุตส่าห์มาให้ยลโฉมแล้ว เช้านี้เราเลยตื่นแต่ดึก ดักรออรุณสวัสดิ์พระอาทิตย์อยู่ตรงเฉลียงโรงแรม อากาศดีจนอยากทำโยคะ แต่นึกได้ว่าทำไม่เป็น เลยเล่นกระโดดตบ หมุนเข่า หมุนไหล่อย่างที่เคยเรียนในวิชาพละสมัยประถมไปพลางๆ
           ก่อนเข้าชมปราสาท ก๊วนพวกเราแวะซื้อน้ำแข็งใส่กระติกตามเคย แล้วบอกสารถีตุ๊กตุ๊กแวะปั๊มน้ำมันซื้อเครื่องดื่มแช่ สาวๆ อยากได้พวกกาแฟ ชามะนาวด้วย โบว์ลิ่งเข้าไปหาสักพักเขาเดินออกมาพร้อมด้วยเครื่องดื่มกระป๋องตามสั่ง
           “เอ้า…โปกค่ะ” โบว์ลิ่งยื่นกาแฟกระป๋องส่งให้วอล์กกับปิ๋ม
           “อีบ้า” สองสาวด่าทันควัน
           “เฮ้ย ใจเย็น ไม่ได้ทะลึ่ง แกดูยี่ห้อซะก่อน”
           กาแฟกระป๋องกับน้ำชามะนาวขแมร์นี้พะยี่ห้อ ‘Pokka’ ราคากระป๋องละ 35 เซ็นต์ วางขายกันเกร่อตามมินิมาร์ท พวกผู้หญิงยิ้มแหยๆ แต่ก็กิน
          คราวนี้พลขับของเราเปลี่ยนหน้าอีก เขาชื่อกือ กือพูดภาษาไทยไม่ได้ เลยเอาแต่ยิ้ม
          เราวางแผนเที่ยวชมปราสาทบายนเป็นลำดับแรก ปราสาทนี้ตั้งอยู่ในบริเวณกำแพงเมืองพระนครหลวงหรืออังกอร์ธม ก่อนจะเข้าประตูด้านทิศใต้ พวกเราลงจากรถมาถ่ายรูปนาคที่มีทัพอสูรกับเทวดายื้อหางอยู่คนละด้าน

          พวกเราเลือกฝั่งอสูรเพราะตามตำนานกวนเกษียรสมุทร ฝ่ายธรรมะชนะอธรรมได้ด้วยเพทุบาย เราเลยไม่เป็นฝ่ายธรรมะ แอ๊คท่าดึงนาคกันหน้าตาเหี้ยมเกรียมแล้วเตร่ไปที่ประตู
          เมืองนครธมอยู่ทางตอนเหนือของปราสาทนครวัด มีกำแพงรอบพระนคร ความยาว 13 กิโลเมตร มีประตูห้าด้าน (ทิศตะวันออกมีสองประตู คือประตูตะวันออกกับประตูชัย) กำแพงเมืองแต่ละด้านยาวประมาณ 3 กิโลเมตร สูงประมาณ 6 เมตร
          รถตุ๊กตุ๊กวิ่งไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็ถึงปราสาทบายน ตาลต้นสูงยืนโบกกิ่งก้านคอยต้อนรับ
          พวกเราตกลงกันว่าจะใช้เวลาที่บายนให้หนำใจ แล้วนัดพบกันที่ลานจอดรถด้านหน้า รอบก่อนเรามาบายนพร้อมคณะวิทยากรผู้มีความรู้หลายท่านแต่เวลามีจำกัดแถมฝนปรอยเม็ดตลอดเวลา เลยชมแบบเร่งรีบ ดูภาพสลักหินนูนต่ำที่ระเบียงชั้นนอกนิดหน่อยก็ต้องดิ่งเข้าไปในลานปราสาทชั้นในเพื่อดูมุมมหานครพันหน้า และยิ้มแบบบายนอันเป็นสัญลักษณ์บนธนบัตรเขมร
          หนนี้จุดประสงค์หลักของเราคือชมภาพสลักนูนต่ำรอบๆ ระเบียงปราสาท เลยเลี่ยงจากกลุ่มมาเดินดูคนเดียว ดูไปยิ้มไป

          เรื่องราวในภาพสลักนั้นเป็นภาพวิถีชีวิตชาวบ้านในเมืองพระนคร ประเภทกินอยู่หลับนอน ละเล่น พนันขันต่อ ติฉินนินทา หัวร่อต่อกระซิก เกี้ยวพาราสี ตีไก่ ปาหี่ ทำคลอด ดูดอุจากไห ก่อไฟตั้งหม้อ ปิ้งปลาย่างหมู สารพัดสารพัน ผู้คนบนเนื้อหินเคลื่อนไหวราวกับมีเลือดเนื้อจริง ผู้หญิงบางคนท่าทางมีลูกหลายคนเธอไม่สวมผ้าท่อนบน โชว์หน้าอกหย่อนคล้อยไม่เท่ากัน  

                                                
           เรื่องราวเหล่านี้ถูกสลักไว้ส่วนล่างของระเบียง มีชาวต่างชาติจำพวกแขก จีน พม่า ปะปนอยู่กับชาวเมืองพระนครด้วย ชั้นบนขึ้นไปเป็นภาพกองทัพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7มีชัยเหนือกองทัพจาม พระองค์เป็นผู้สร้างอาณาจักรนครธมอันยิ่งใหญ่นี้ ส่วนระเบียงชั้นในนั้นมีภาพสลักอีกกลุ่มหนึ่งแตกต่างออกไป


          ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ เขียนถึงภาพสลักนูนต่ำบนระเบียงปราสาทบายนในหนังสือ ‘เมืองพระนคร นครวัด นครธม’ แปลโดย อาจารย์ปรานี วงษ์เทศ ดังนี้
          …ภาพสลักนูนต่ำที่ผนังของระเบียงด้านนอกกับระเบียงด้านใน ณ ปราสาทบายนมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และดูเหมือนจะเป็นเรื่องของโลก 2 โลกที่แตกต่างกัน ภาพภายนอกเป็นเรื่องของโลกมนุษย์ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจเคยเกิดขึ้นจริงๆ ส่วนของระเบียงด้านในเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมหากาพย์ที่เป็นโลกของพระเจ้าและตำนานนิยายต่างๆ ภาพในตำนานเป็นจำนวนมากมักพบว่ามีการแกะซ้ำๆ กันตามโบราณสถานของเขมร และสามารถเข้าใจได้โดยง่าย...

          หากกล่าวถึงพระนครธมจำเป็นต้องอ้างเอกสารของโจวต้ากวน ซึ่งเคยร่วมคณะราชทูตจีนเข้ามาอยู่ในเมืองพระนครหลวงสมัยปลายนานหนึ่งปี ใน พ.ศ.1839-1840 ตรงกับสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 4 เขาบันทึกสภาพบ้านเรือนและผู้คนอย่างละเอียดลออ แต่เจืออคติค่อนข้างมาก
          บันทึกของโจวต้ากวนแบ่งเป็น 40 ตอน มีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวของกษัตริย์ ศาสนา กฎหมาย การพิจารณาคดีแบบจารีตนครบาล การเกษตร วัฒนธรรมการอาบน้ำ ทาส งานรื่นเริง
          ยุคปลายพระนครนั้นศาสนาหลักคือพุทธศาสนานิกายหินยาน โจวต้ากวนบอกลักษณะของภิกษุไว้ว่า
          …ท่านโกนศีรษะ นุ่งสบงเหลือง ห่มจีวรเหลืองเปิดไหล่ขวา ไม่สวมรองเท้า
          โจวต้ากวนยังเล่าถึงระบบทาสไว้อย่างนี้
          …คนที่มีทาสมากๆ มีมากกว่าร้อยหัว คนที่มีน้อยอาจมีตั้งแต่ 10 ไปจนถึง 20 คนจนมากๆ เท่านั้นที่ไม่มีทาสเลย ปกติทาสเหล่านี้คือชาวเขาที่ถูกจับตัวมา พวกเขานั่งและนอนได้เฉพาะใต้ถุนบ้านเท่านั้น ถ้าทำงานอาจขึ้นมาบนบ้าน แต่ต้องหมอบคุกเข่า ประสานมือ จากนั้นจึงจะทำอะไรได้ ทาสไม่ได้รับสิทธิใดๆ ทั้งสิ้น รัฐไม่รับรองการแต่งงานของคนพวกนี้ พวกเขาต้องเรียกนายทาสว่าพ่อ เรียกภรรยานายทาสว่าแม่ ทาสพยายามหนีกันบ่อยๆ แต่ถ้าถูกจับได้ก็จะถูกสักตามตัว ทำให้เสียโฉมหรือไม่ก็ถูกล่ามโซ่
          ช่วงหนึ่งโจวต้ากวนบันทึกบรรยากาศเทศกาลปีใหม่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนอย่างน่าสนุก
          …ที่หน้าพระราชวังหลวง เขาสร้างพลับพลาใหญ่จุคนได้นับพัน ตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้ และโคมไฟ หน้าพลับพลาออกมาราว 120 ฟุต เขาสร้างโครงไม้สูง 120 ฟุต ลักษณะคล้ายนั่งร้านสำหรับสร้างสถูป แต่ละคืนจะมีการขึ้นโครงไม้อย่างนี้ สี่ ห้าหรือหกแห่ง ผูกพลุหรือบั้งไฟไว้บนยอด แขวงปกครองหรือครอบครัวขุนนางเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการนี้ พอตกค่ำพระราชาจะเสด็จมาทอดพระเนตรการแสดง มีการจุดพลุ บั้งไฟวิ่งไปได้ไกลราวๆ 1 ไมล์ เทศกาลนี้มีติดต่อกันไป 15 วัน
          แต่เขาตบท้ายบันทึกไว้อย่างเหยียดนิดๆ ว่า
          …จะเห็นได้ว่าแม้ในอาณาจักรของคนป่าเถื่อน ประชาชนก็ยังรู้ว่าผู้ปกครองคืออะไร…

          เมืองพระนคร (Angkor) หรือยโศธรปุระยุคแรกนั้น พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ทรงสร้างขึ้นในกลางพุทธศตวรรษที่ 15 บนพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ซึ่งมีเขาพนมบาแค็งเป็นจุดศูนย์กลาง ดังเช่นที่พวกเราไปเยือนกันวันก่อน มีพระมหากษัตริย์ครองราชย์สืบต่อกันมาหลายพระองค์ จนถึงสมัยพระเจ้าสุรยวรมันที่ 2 ทรงสร้างปราสาทนครวัดตั้งอยู่ทางทิศใต้ภายในเมืองพระนคร เพื่ออุทิศถวายพระวิษณุในศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกาย และไว้เป็นที่บรรจุพระศพของพระองค์เอง โดยทรงสร้างขึ้นในครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 17
          ส่วนเมืองพระนครหลวง หรือนครธม นั้นสร้างในพุทธศตวรรษที่ 18
          เราหวนนึกถึงประติมากรรมพระพักตร์งามของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่เห็นในพิพิธภัณฑ์พนมเปญแล้วรู้สึกหวั่นไหวอย่างประหลาด
          พระประวัติขององค์ชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1762) คลับคล้ายเส้นทางชีวิตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือสมัยพระบิดาของพระองค์ขึ้นครองราชย์ได้เกิดการแก่งแย่งราชสมบัติกัน และพระบิดาถูกปลงพระชนม์ ขณะเดียวกันเกิดศึกนอก คือกองทัพจามเข้าตีเมือง เจ้าชายองค์น้อยถูกเชิญไปพำนักที่เมืองจามในฐานะเชลยกิตติมศักดิ์

          ครั้นเติบใหญ่เป็นหนุ่มฉกรรจ์จึงรวบรวมไพร่พลรบกับพวกจามนานถึงสี่ปีจนได้ชัย พระองค์ทรงประกาศอิสรภาพ และย้ายเมืองหลวงมาสร้างใหม่ที่นครธม แผ่พระบารมีไปไกลถึงพุกาม ละโว้ สุโขทัย ล้านนา ล้านช้าง พร้อมกับสถาปนาพุทธศาสนานิกายมหายานขึ้นเป็นศาสนาหลัก โดยยังผสมผสานแนวคิดเดิมที่บูชาพระศิวะ และพระวิษณุอยู่บ้าง
          ศาสตราจารย์เซเดส์ตั้งข้อสันนิษฐานเหตุการณ์ช่วงดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ
          …หลังจากที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงขับไล่พวกจามที่เข้ามาทำลายเมืองพระนครในปี ค.ศ.1177(พ.ศ.1720) ออกไปแล้ว และเมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี ค.ศ.1181 (พ.ศ.1724) พระองค์ทรงมีแผนการอันทะเยอทะยานที่จะปฏิสังขรณ์พระราชวัง และอาณาบริเวณรอบๆ ให้สมบูรณ์ด้วยการใช้กำแพงหินที่แข็งแรงเป็นครั้งแรก แต่พระองค์ทรงผูกมัดด้วยความจำเป็นตามความเชื่อดั้งเดิมที่จะต้องสร้างเทวสถานบนภูเขาขึ้นก่อน
          …เป็นไปได้อย่างมากที่พระเจ้าชัยวรมันทรงใช้ประโยชน์จากฐานเดิมของปราสาทบายน ซึ่งไม่ว่าจะสร้างโดยกษัตริย์องค์ก่อนพระองค์ หรืออาจเป็นไปได้มากว่าพระองค์ได้เป็นผู้สร้างไว้แล้วเมื่อตอนต้นรัชกาล โดยทรงเปลี่ยนจากฐานเดิมเป็นศาสนสถานทรงภูเขาเพื่อประดิษฐานรูปสลักของพุทธราชา คือพระองค์เอง เพื่อจะสร้างศาสนสถานแห่งนี้ พระองค์ต้องทรงเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างที่ยังไม่สำเร็จเสียก่อน เพื่อให้มีเนื้อที่สำหรับสร้างปราสาทองค์กลางขนาดใหญ่ รวมทั้งวิหารล้อมรอบศาสนสถานตรงกลางจึงต้องสร้างติดกับระเบียงชั้นใน
          …ยิ่งกว่านั้นเป็นที่น่าสังเกตว่าการเพิ่มระเบียงทั้ง 4 มุมของระเบียงด้านในทำให้ปิดบังรูปร่างเดิมของศาสนสถานเหมือนกับฐานที่ถูกปิดบังไว้ของปราสาทองค์กลางของบาปวนที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ข้าพเจ้าไม่คิดว่าเป็นการเกินเลยไปที่จะคิดว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการเน้นความคิดของการสร้างเขาพระสุเมรุ ซึ่งผู้สร้างต้องการแสดงให้เห็น ดังนั้นตามความเห็นของข้าพเจ้า การสร้างปราสาทองค์กลางและการเพิ่มระเบียงทั้ง 4 ที่มุมระเบียงด้านในทั้งหมด มีเหตุมาจากความคิดอันเดียวกันคือ เปลี่ยนลักษณะเดิมของปราสาทบายนให้เป็นศาสนสถานของกษัตริย์

          มิน่าล่ะ เวลาพวกเราเดินอยู่ในปราสาทชั้นในจึงรู้สึกอึดอัด นึกว่าท่านสถาปนิกโบราณเกิดอารมณ์เสียเลยออกแบบผิดส่วน ไม่เหลือพื้นที่ว่างให้หายใจหายคอกันบ้าง ข้อนี้แอนรำพึงให้ได้ยินตอนหลัง
          ในรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังมีการสร้างปราสาทแด่พระบิดา (ปราสาทพระขรรค์) พระมารดา (ปราสาทตาพรหม) พระอนุชา (บันทายฉมาร์) ยังมีธรรมศาลา (ที่พักคนเดินทางหรือบ้านมีไฟ) สถานพยาบาลสร้างด้วยไม้พร้อมกับอโรคยาศาลา (ศาสนสถานขนาดเล็กประจำโรงพยาบาล)
           จารึกที่ปราสาทพระขรรค์กล่าวถึงบ้านมีไฟ จำนวน 121 หลัง สร้างตามถนนที่แผ่ไปทั่วราชอาณาจักร บนถนนจากเมืองพระนครไปยังราชธานีของจามปามี 57 หลัง ถนนจากเมืองพระนครไปยังเมืองพิมายบนที่ราบสูงโคราชมี 17 หลัง บนถนนที่มีเส้นทางไปยังเมืองต่างๆ อีก 44 หลัง แต่ละหลังสร้างห่างกันประมาณ 12-15 กิโลเมตร

          ปราสาทบางแห่งอย่างเช่น ตาพรหม พระขรรค์ และบันทายฉมาร์ก็มีที่พักสร้างอยู่ภายในกำแพงของศาสนสถานทางทิศตะวันออกของทางเข้า
          ศาสตราจารย์เซเดส์กล่าวว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงคลุมราชอาณาจักรของพระองค์ด้วยระบบเครือข่ายถนนนี้เอง
          ส่วนสถานพยาบาลนั้นมีถึง 102 แห่ง ซึ่งแน่นอนว่ามีการสร้างศาสนสถานประจำโรงพยาบาลอยู่ใกล้ๆ ด้วย เพื่อเป็นการฟื้นฟูจิตใจผู้ป่วยพร้อมกับการบำบัดทางกาย ภายในวิหารจะมีรูปเคารพของพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา หรือเทพเจ้าแห่งการรักษาโรค พระไภษัชยคุรุนี้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่ผู้คนเคารพนับถือมากจนถึงปัจจุบัน
          รายรอบสถานพยาบาลแต่ละแห่งจะมีชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่ แต่ละชุมชนมีระบบ ’กัลปนา’ กล่าวคือชาวบ้านจะเป็นผู้ดูแลและสนับสนุนศาสนกิจของอโรคยาศาลาในชุมชนนั้นๆ คล้ายคลึงกับระบบคณะศรัทธาหมู่บ้านในจังหวัดทางภาคเหนือของไทยนั่นเอง อาจเป็นได้ว่าคณะศรัทธานี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของขอมโบราณที่ยังดำรงอยู่
          มีการค้นพบจารึกที่กล่าวถึงกิจการในสถานพยาบาลเหล่านี้ ระบุว่าแต่ละแห่งจะมีหมอ 2 คน หมอคนหนึ่งๆ มีผู้ช่วยเป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน พนักงานเก็บของ 2 คน มีหน้าที่จ่ายยา แม่ครัว 2 คน รับผิดชอบในการหาฟืน ตักน้ำและทำความสะอาดวิหาร คนใช้ 2 คน เป็นผู้ตระเตรียมของสังเวยถวายพระพุทธเจ้า พนักงานพยาบาล 14 คน หญิงอีก 6 คน ทำหน้าที่ต้มน้ำและบดยา และผู้หญิง 2 คนทำหน้าที่ตำข้าว

          รวมจำนวนคนงานทั้งหมด 32 คน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เสียค่าใช้จ่ายอยู่กินที่นั่นอีก 66 คน รวมแล้วมีเจ้าหน้าที่ทั้งสิ้น 98 คน
          ข้าวที่จะใช้ถวายพระ กำหนดไว้วันละ 1 กระบุงตายตัว ของที่เหลือจะนำไปบริจาคคนไข้ รายชื่อเสบียงอาหารที่นำมาจากท้องพระคลังหลวงปีละ 3 ครั้ง ได้แก่ น้ำผึ้ง น้ำตาล การบูร งา เครื่องเทศ มัสตาดดำ ยี่หร่า จันทน์เทศ ผักชี กระวาน กานพลู ขิง ดีปลี ตะไคร้ อบเชย ลูกไม้ใช้ย้อมฝาด ผลไม้ทำน้ำส้ม
ด้วยบริการทางสาธารณสุขเช่นนี้ รัฐจะต้องใช้ข้าวถึงปีละ 11,192 ตัน ซึ่งผลิตโดยหมู่บ้านถึง 838 แห่ง ด้วยแรงงานประชากร 81,640 คน ใช้กระวาน 105 กิโลกรัม ลูกจันทน์เทศ 3,402 ลูก ยาลดไข้ 48,000 เม็ด ขี้ผึ้งสำหรับรักษาโรคริดสีดวงทวาร 1,960 หีบ และอื่นๆ

           เราเดินชมภาพสลักรอบระเบียงด้านนอก พร้อมๆกับชำเลืองมองเหล่านางอัสปรบนเสาหิน แต่ละนางประหนึ่งนักโยคะมือโปร ทรงตัวอยู่บนปลายเท้าข้างเดียว ขาอีกข้างยกย่อไว้เสมอหัวเข่า กรีดแขนขึ้นจับจีบนิ้วคล้ายท่ารำ

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเคยเลียนท่านางอัปสรบายนได้อย่างตรึงใจพสกนิกรมาแล้ว
           เดินเข้าไปยังปราสาทชั้นใน ตามห้องสักการะมีควันธูปลอยมาไม่ขาดสายเพิ่มความขรึมขลังเข้าไปอีก แม่ชีประจำอยู่ในหับเล็กๆ คอยส่งธูปให้นักท่องเที่ยวนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์

          เราพบโบว์ลิ่งอยู่ที่นั่นกำลังจุดธูปไหว้พระ ปากสวดอะไรงึมงำอยู่ ดูขัดบุคลิกทะเล้นเช่นปกติ เขาส่งเงินทำบุญให้แม่ชีแล้วออกมา
           บริเวณปราสาทชั้นในมีปรางค์มากมายถึง 54 องค์ แต่ละองค์มีพระพักตร์ของโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสี่ทิศ อาจเป็นเพราะพระพักตร์นี้เองที่ทำให้คนมาเยือนรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องตลอดเวลาจนอึดอัด
          ศาสตราจารย์เซเดส์ อ้างคำพรรณนาของนายปิแอร์ โลตี ซึ่งมองด้วยสายตากวีว่า
          …จากเบื้องบนใบหน้าทั้ง 4 ของปรางค์แต่ละองค์จะหันหน้าไปทั้ง 4 ทิศ จ้องมองไปทั่วทุกทิศผ่านทางเปลือกตา หน้าแต่ละหน้ามีความรู้สึกลี้ลับ แสดงความเมตตาเป็นนัยด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกัน ใบหน้าเหล่านั้นเหมือนจะประกาศซ้ำๆ อย่างหลอกหลอนถึงการปรากฏตนอยู่ทั่วทุกสารทิศของเทพเจ้าแห่งพระนครหลวง
            แต่แล้วยุคหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พุทธศาสนานิกายมหายานก็ถูกท้าทายโดยกษัตริย์องค์ต่อๆ มาโดยมีบรรดาพราหมณ์หนุนหลัง พราหมณ์เหล่านี้ไม่พอใจมานานแล้วเพราะพวกตนเองสูญเสียอำนาจไปมาก ศาสตราจารย์เซเดส์บอกว่ามีหลักฐานยืนยันว่ามีการทำลายล้างอย่างป่าเถื่อน เห็นได้จากปราสาทบายน และศาสนสถานทางพุทธอื่นๆ ถูกทำลาย เหลือเพียงเศษซากพระพุทธรูปขนาดใหญ่เกลื่อนอยู่ในหลุมที่ฐาน พระพุทธรูปถูกตัดเศียรทิ้ง แทนที่ด้วยศิวลึงค์และสัญลักษณ์อื่นๆ ของลัทธิไศวเวท
          อย่างไรก็ตามรูปเคารพเหล่านี้ต่อมาก็ถูกทำลายเช่นกัน ด้วยการเข้ามาของพุทธศาสนานิกายหินยาน หรือเถรวาท ซึ่งนำมาจากประเทศลังกา ผ่านพม่าและสยาม
          จุดจบของเมืองพระนครหลวงเกิดขึ้นในอีก 3-4 รัชกาล เมื่อเจ้าสามพระยาแห่งกรุงศรีอยุธยา ยกทัพมาถึงใจกลางพระนครในปี พ.ศ.1974 เผาเมืองและเกณฑ์ผู้คนกลับกรุงศรีอยุธยา ทว่าการพ่ายแพ้อย่างราบคาบนี้มีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะประชาชนส่วนใหญ่หมดอาลัยในชีวิต
          ศาสตราจารย์เซเดส์ อ้างถึงปาฐกถาของหลุยส์ ฟิโนต์ เมื่อปี พ.ศ.2451 ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับคำวิเคราะห์ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ผู้มีฐานความคิดแบบมาร์กซิสม์ ว่าด้วยความรู้สึกถูกกดขี่ของทาส จนเกิดตำนานทาสปฏิวัติ กอปรกับการเข้ามาของพุทธศาสนานิกายหินยานที่ตอบรับความต้องการของประชาชน
หลุยส์ ฟิโนต์ กล่าวว่า
           …ไม่มีหลักฐานว่าประชาชนเหล่านี้ต่อต้านการรุกรานด้วยความเข้มแข็ง บางทีพวกเขาอาจจะเห็นด้วยซ้ำไปว่าการสงครามเป็นเสมือนความหลุดพ้น ถ้าหากจะคิดถึงว่าประชาชนได้ถูกเกณฑ์แรงงานเพื่อการก่อสร้างศาสนสถานขนาดมหึมา ซึ่งแม้ในปัจจุบันขนาดของมันก็ยังน่าพิศวงอยู่ นอกจากนี้ยังถูกบังคับให้รับใช้รวมทั้งจุนเจือศาสนสถานจำนวนนับไม่ถ้วนที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วอาณาจักรอีกด้วย
          …จากสภาพดังกล่าวเราไม่อาจประหลาดใจได้เลยว่าหลักจากถูกปกครองเป็นเวลาหลายศตวรรษด้วยระบอบนี้ ประชาชนที่ต้องทำงานหนักมาตลอดต้องล้มตายลงและเหนื่อยล้าเพียงไร แน่นอนพวกเขาย่อมไม่พยายามที่จะปกป้องบรรดาเทพเจ้าโลภมากทั้งหลาย รวมทั้งผู้คุมทาสต่างๆ และผู้เก็บภาษีด้วยความรู้สึกพึงพอใจนัก ดังนั้นผู้พิชิตในอีกแง่หนึ่งจึงเป็นเสมือนผู้ให้สิ่งตอบแทนที่มีคุณค่าอย่างยิ่งแก่ผู้พ่ายแพ้ คือศาสนาที่มีความอ่อนโยนและมีหลักธรรมให้มีความสมถะจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมแก่หมู่ประชาชนที่กำลังอ่อนล้าและหมดกำลังใจอย่างยิ่ง
          …ศาสนานี้เน้นความประหยัดไม่สิ้นเปลือง พระภิกษุในศาสนานี้ต้องปฏิญาณตนที่จะดำรงชีพอย่างยากจน พึงพอใจต่อที่อยู่อาศัยหลังคามุงจากและข้าวเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น เป็นศาสนาที่มีคำสั่งสอนทางศีลธรรม มีหลักการประกันสันติสุขแก่จิตใจและความสงบสุขของสังคม เราสามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดประชาชนเขมรจึงยอมรับความเชื่อใหม่นี้โดยปราศจากการต่อต้าน และละทิ้งภาระแห่งความรุ่งโรจน์แต่ก่อนลงเสียด้วยความยินดี

          อันที่จริงแนวคิดเรื่องทาสปฏิวัติในสมัยขอมโบราณนั้นจัดเป็นแนวคิดกระแสรอง แนวคิดและทฤษฎีกระแสหลักของนักประวัติศาสตร์-โบราณคดี และนักประวัติศาสตร์ศิลป์ฟากตะวันตก ตลอดจนนักประวัติศาสตร์ไทยส่วนใหญ่เชื่อกันว่าสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาไม่ว่าจะเป็นนครวัด นครธม หรือปราสาทหินอื่นๆ น่าจะเกิดขึ้นจากแรงศรัทธาของประชาชนและช่างขอมโบราณ บรรดาไพร่พลย่อมต้องมีสำนึกร่วมกันอย่างแกล้วกล้าจึงพร้อมที่จะสละแรงกายทุ่มเทสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์นี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ประวัติศาสตร์ศิลปะ รอยจารึกและรอยสลักเสลาบนเนื้อหินนั้นบ่งบอกชัดเจนถึงความตั้งใจแน่วแน่
          หากไม่เป็นเพราะศรัทธาในองค์พระมหากษัตริย์และผู้ปกครองทั้งหลาย ก็ต้องมีศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ดังนั้นผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างปราสาทย่อมได้รับอานิสงส์ผลบุญในการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาไม่มากก็น้อย
          ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทฤษฎีแบบไหน เรื่องนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปตายตัว ดังเกิดข้อถกเถียงมาหลายสิบปีแล้ว ซึ่งก็เป็นการดีเสียอีก เพราะข้อสรุปอาจไม่สำคัญเท่ากับกระบวนการคิด กระบวนการแสวงหาคำตอบ

          อดีตอันรุ่งโรจน์ของนครแห่งใบหน้านี้ยังมีวาระซ่อนเร้นให้ต้องถกเถียงอีกมาก หลักฐานและการตีความของผู้รู้เป็นเพียงส่วนเสริม
          เราผละจากปราสาทบายนโดยมีสายตาลึกลับไล่หลัง สายลมหอบต้นตาลด้านหน้าส่ายไหวเสียงดังซู่ๆ

          บางทีต้นตาลอาจเก็บงำความจริงบางอย่างที่ไม่มีใครล่วงรู้

โดย ยุวดี
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s