๒. แม่มณี บุญรอด “เหมืองโปแตสจะมีประโยชน์กับชาวบ้านอีหลีบ้อ……”

มีคนบอกว่าอีสานแล้ง จริงๆ อีสานไม่ได้แล้ง แม่มีชีวิตมาตลอดและคิดแบบนี้ มันมีของทุกอย่างตามฤดูกาล ซึ่งฝนฟ้าอากาศมันก็มาของมันเอง เราพึ่งพาอาศัยน้ำจากฟ้าทั้งหมด น้ำกิน น้ำใช้ น้ำคลอง เมื่อก่อนก็อาจจะมีขุดบ่อน้ำกินน้ำใช้ แต่เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีเข้ามา มีการขุดบ่อบาดาลทำประปาไว้ใช้ อันนี้รัฐเขาก็มาทำให้ ดังนั้น ถ้าเขามาทำเหมืองแร่ ทำให้เกิดปนเปื้อนในน้ำ  ทำให้น้ำเค็ม พวกแม่ก็คิดว่า มันไม่ได้นะ ชาวบ้านจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองตามสิทธิกฎหมาย
                จนแม่ไม่คิดว่าเหมืองโปแตส มันจะสร้างได้นะ ตราบที่แม่และชาวบ้านยังเหนียวแน่นอย่างนี้ อีกอย่าง แม่พยายามปลูกฝังสร้างเด็กน้อยๆ คนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งพวกเขาก็ใช้ได้นะ แม้ว่าจะเป็นอย่างนี้ มีวันหนึ่งแม่พูดเลยว่า ทำไมกลุ่มอนุรักษ์ของพวกเรามีแต่พ่อเฒ่าแม่แก่ อย่างนี้ ถ้ามีเหตุการณ์ในชุมชนเกิดขึ้น เขามารังวัดปักหมุดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม่ก็พูดว่า ให้ลูกๆ ออกไปปกป้องพวกแม่ๆ ด้วยนะ เขาจะฆ่าพวกแม่ๆ แล้ว เขาก็ออกไปเต็มที่เลยนะ ไปถามแม่เลยว่า พวกนั้นอยู่ไหน ? ซึ่งภาพเหล่านี้ก็ทำให้แม่ภูมิใจมาก ว่าเขาก็รักแผ่นดินเกิดของเขา แม่ว่าเขาว่า     “พวกสูเอาแต่ดื้อไปตีกันทะเลาะกันยามมีหนังมีหมอลำ เขาห้ามยังไงพวกสูก็ตีกัน แต่นี้เขาจะมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง โดยเขาไม่บอกไม่ถามเรา พวกสูจะไม่ออกไปรึไง ?”    แค่นั้น พวกเขาก็ออกไปกันเต็มร้อยเลย แม่ก็เลยคิดว่า คนรุ่นใหม่ของเรามันใช้ได้ นะ

                สถานการณ์ตอนนี้ สำหรับความคิดแม่ที่สู้มา 11 ปี แล้ว อย่างแรกเลย ยังไม่เคยมีภาครัฐเข้ามาพูดคุย กับพวกแม่เลย เกี่ยวกับเรื่องเหมืองแร่โปแตสนะ มีแต่ภาคเอกชน นี่แหละมา มี NGOs มาบ้าง มีกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ บ้าง แล้วก็มีนักวิชาการบางกลุ่ม สื่อบางสื่อที่เข้ามาบ้าง มาคุยกับแม่ เฉพาะรัฐตรงๆ ที่จะเข้ามากับแม่นี่ 11 ปีเต็มๆ ไม่เคยมีเลย ! ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร เขาไม่เข้ามาคุยเลย แต่ถ้าเวลาแม่ไปชุมนุมเรียกร้อง เขาก็ออกมาฟังอยู่นะ แต่เขาไม่ทำอะไรรุนแรงกับแม่ ไม่ได้เข้ามา ทำร้ายหรือทำมิดีมิร้ายกับแม่ นะ อาจจะมีห้ามบ้าง โดยการโทรมาแจ้งผู้ใหญ่บ้าน ว่าอย่าให้แม่และชาวบ้านไปต่อสู้ เขาจะวางระเบิดการชุมนุม เขาขู่กันอยู่ แต่แม่ก็คิดว่า ใครจะมาวางระเบิดก็มาวางดู แม่จะออกไปชุมนุม แต่ก็บอกพี่น้อง จะว่าไปแล้ว ว่าเขาไม่ขู่ ก็ไม่ใช่หรอกแต่แค่ไม่ได้มาขู่ซึ่งๆ หน้า เท่านั้นเอง

                ส่วนจะว่าใครทำ รัฐหรือนายทุน มันก็รู้ๆ กัน นั่นแหละแม่ว่านะ เพราะนายทุนไปหาเจ้านายก็คงจะมีซองสอดมือก่อนไหว้ ส่วนถ้าแม่ไปหาเจ้านายแม่ก็พูดดีๆ ไปบอกเขาว่าเรามาขอพึ่งพาเจ้านาย อย่ามาเอียงซ้ายเอียงซ้ายขวานะ อยากให้ดูแลชาวบ้าน บางทีถ้ามาดี เราก็ชื่นชม แต่ถ้าไม่ดีมาแม่ก็ด่าใส่ยับเหมือนกัน แม่ว่าเลยว่า  “คุณเป็นข้าราชการได้อย่างไร ?”   สรุปแล้ว เรื่องเหมืองโปแตสชาวบ้านไม่เคยได้รู้ตรงๆ จากปากเจ้าหน้าที่รัฐเลย รู้แต่อ้อมๆ มา ว่า เหมืองโปแตสจะทำให้บ้านเมืองเจริญ ทำให้เศรษฐกิจดี แล้วก็อย่าไปต่อสู้กับใครเขา ซึ่งแม่ก็พูดตอบโต้กลับนะว่า  “ความคิดแบบนี้คุณไปเรียนจบมาจากไหน พวกคุณรู้หรือเปล่าว่ามันเบื้องหน้าเบื้องหลังมันมีมายังไง อย่ามาพูดแบบนี้กับชาวบ้านนะ !!”      แม่ก็ชนไปยังงี้เลย และมันก็แบบนี้แหละมาตลอด มันก็เลยไม่เห็น ใครมา จะว่าเขาจะมาทำกับเราจริงๆ ก็ยังไม่เห็น แค่รู้ๆ แต่ก็อ้างว่าไม่รู้ อะไรแบบนี้แหละ”  แม่มณี เผยบทเรียนและยืนยันเหตุผลว่าทำไมกลุ่มอนุรักษ์ฯ ไม่คาดหวังนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจในคณะรัฐบาลใด ว่า

                “เรื่องการเดินทางไปที่อื่นๆ อย่างกรุงเทพฯ นี่ไปบ่อยมาก เฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี่ แม่ไป 5 ครั้ง ขาดเสียแต่ว่าแม่ไม่ได้ไปกับหน่วยงานภาครัฐ เท่านั้นเอง และแม่ได้ไปยื่นหนังสือรัฐบาล ไม่ได้ไปร้องรัฐบาล เพราะว่ารัฐบาลนี้เขาก็มีกรรมการของเขาเรื่องเหมืองโปแตสนี่นะ เขาก็มีกรรมการ 4 ฝ่าย มีท่านอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ก็แนะให้ท่านงมาฟังเสียงชาวบ้านบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้บอกแม่หรอกว่า ตกลงเหมืองโปแตสจะเกิดหรือไม่เกิด และแม่ก็ไม่ได้พยายามที่อยากจะรู้อะไร เขาไปยื่นหนังสือกันเยอะแยะแต่แม่ก็ไม่ไป แม่ไปเวทีสิ่งแวดล้อม พวก กอ.สส. เป็นองค์กรที่ตั้งมาจากรัฐธรรมนูญ เขาเปิดเวทีสิ่งแวดล้อม แม่ไปแต่แม่ไม่ไปยื่นหนังสือ เพราะแม่มีบทเรียนมามากแล้ว ว่ายื่นไปก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้หรอก ครึ่งผีครึ่งคนอยู่ยังงี้แหละดีแล้ว แม่รู้แล้ว แม่เลยจะสู้ไปตามวิถีทางของกฎหมายและตามวิธีการของแม่  ให้ทั้งสองฝ่ายพอได้รู้เห็นกันพอห่างๆ ไม่รุกมากไม่ถอยห่าง แม่สู้ไปตามสิทธิของกฎหมาย เช่นกฎหมายรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้แม่ก็สู้ตามนั้น เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จะต้องได้รับความคุ้มครอง แม่ก็ไปตามนี้แหละ อีกอย่างฝ่ายรัฐบาลเองเขาก็รู้ เรื่องเหมืองเรื่องอะไรเหล่านี้ ว่าเป็นอย่างไร แต่ว่าเขาก็ยังไม่ได้ตัดสินใจหรอก แม้แต่ในยุคนายกฯอภิสิทธิ์เองก็น่าจะยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร เท่าที่แม่เฝ้ามองสังเกตดูนะ

                รัฐบาลที่แม่เคยไปยื่นหนังสือคือสมัยรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ แม่ไปยื่นกับมือเลยเพราะเขาบอกว่าเขาจะแก้ปัญหาความยากจนของชาวบ้าน เขาจะทำบ้านเมืองให้ดีให้มีสุขน่าอยู่ พวกแม่ก็เลยไปยื่น แต่พอไปยื่นก็ไม่ได้ยื่นแบบชอบธรรมนัก เพราะต้องวางแผนลัดถนน เอาชาวบ้านปิดล้อมหลายครั้งหลายชั้น กว่าจะเข้าถึงตัวได้ ตอนนั้นแม่ไม่ได้ยื่นหรอกแต่ฝากข้อความเชิญท่านนายกฯ แวะมากินข้าวที่อุดรฯ บ้าง มาพบชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์หน่อย ชาวบ้านอยากคุยอยากร้องเรียนบ้าง ซึ่งท่านนายกฯ นำเรื่องนัดนี้ไปไปออกทีวีเลยทีเดียว แต่พอถึงวันจริงๆ มีการชุมนุมใหญ่เต็มไปหมด ที่อุดรฯ แม่ก็เลยแจ้งไปถึงท่าน ว่าโปรแกรมที่จะลงมากินข้าวกับชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์นี้ ชาวบ้านขอยกเลิกไปเพราะห่วงสถานการณ์ความปลอดภัยของชาวบ้าน และอีกอย่างชาวบ้านต้องการคุยกับนายกฯ แบบได้น้ำได้เนื้อ ไม่ใช่แบบในสถานการณ์ที่มันวุ่นวายไปหมด

                สรุปก็เลยไม่ได้ร้องเรียน ยิ่งครั้งที่สองที่ จ.เลย ยิ่งไม่ได้ยื่น ทั้งๆ ที่แม่ไปรอตั้งหลาย ชม. จนต้องพังประตูเข้าไปปะทะกับถูกตำรวจ จนชาวบ้านบาดเจ็บกันไปหลายคน ตั้งแต่นั้นมา แม่ก็ไม่คิดยื่นอีกแล้ว จนได้ยื่นจริงๆ ครั้งที่สามตอนท่านมาดูงานบุญบั้งไฟที่อุดรธานี นี่แหละ พอไปยื่นแล้วเขาก็ไม่ได้ตอบโต้ ดำเนินการอะไรออกมาเลย จนแม่และชาวบ้านกลับมาทบทวนคิดใคร่ครวญดู ว่านี่ขนาดเราพยายามจนได้ยื่นกับมือเขาจริงๆ  กลับไม่มีการดำเนินการอะไรเลย ไม่มีการทบทวน ไม่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ไม่มีอะไรเลย จนแม่คิดสรุปเลยว่า พึ่งพานักการเมืองก็ไม่ได้อะไร การที่เราคิดจะอาศัยนักการเมือง อาศัยรัฐบาล มันอาศัยไม่ได้ มันไม่ได้อะไรเลย กลุ่มแม่ก็เลยคิดว่า กลุ่มแม่อาศัยใครไม่ได้แล้ว มีแต่เราคุยกับพี่กับน้อง พวกเราชาวบ้านเท่านั้นที่พึ่งพาได้ เราต้องมาร่วมกันปกป้องแผ่นดินเรา เก็บไว้ให้ลูกหลานในอนาคตต่อไป มันจะเกิดหรือไม่เกิดอย่างไร เราก็ต้องทำให้เขาดำเนินการตามกรอบกฎหมาย เพราะเดี๋ยวนี้กรอบกฎหมายมันมีอยู่ การจะทำโครงการ ดำเนินการอะไร กรอบกฎหมายมันมีอยู่ ก็เขียนไว้ เช่น ว่าสิทธิชุมชนของเรามีอยู่ เขาต้องดำเนินการอย่างไร อบต.มีส่วนร่วมอย่างไร ชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างไร กับโครงการนี้ หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 60 เขียนว่าอย่างไร กลุ่มแม่พยายามเรียนรู้กฎหมาย เชิญนักกฎหมายลงมา อย่าง คุณไพโรจน์ พลเพชร ลงมาอบรมกฎหมาย ซึ่งทำให้เห็นว่า การต่อสู้ของแม่ไม่ได้ต่อสู้แบบโดดเดี่ยว แต่มีคนคอยช่วยเหลือกลุ่มแม่อยู่ เสียแต่ว่า มันไม่มีนักการเมือง มันมีแต่นักวิชาการ NGOs กรรมการสิทธิฯ อะไรพวกนี้แหละ” แม่มณีเผยย้ำก่อนจะสรุปถึงแนวทางการต่อสู้จากวันนี้ไป พร้อมทั้งยืนยันกลไกที่นำมาสู่ความเข้มแข็ง ร่วมมือและยั่งยืนของกลุ่มอนุรักษ์ฯ ว่า

                “จากนี้ไป แม่ตัดสินใจไปในแนวทางนี้แล้ว ว่าการต่อสู้ของแม่ มันต้องสู้ไปอีกยาวนาน แม่เลยคิดเรื่องระดมทุน แม่คิดเสมอว่า พวกเรานี่ทำนา ไม่ได้ทำไร่ หรืออย่างอื่นเลย แม่ทำแต่นา นอกจากฤดูนาก็เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย แม่ก็เลยคิดว่า ถ้าเราจะสู้เราไม่มีทุนไม่รู้จะสู้ยังไง แรกๆ ก็ล้วงสตางค์ตัวเอง ทำไปทำมาแม่คิดว่ามันลำบากจัง แม่พูดกับชาวบ้านว่า เอายังงี้ดีกว่า เรามาทำนารวม ทำกับนาแกนนำทุกคน เช่นแม่นี้นะ มีนา 2 แปลง แปลงแรก 25 ไร่ แปลง 2 ประมาณ 16 ไร่ ปีทีแรกแม่ยกนา 25 ไร่ให้กลุ่มทำ ได้ข้าวก็เอามากองเป็นกองทุน แต่ละคนทำนาตัวเองเสร็จก็เอามารวมกันอีก  ทำให้ลูกหลานเห็นว่า นี่แหละวิถีชีวิตของเรา ถ้าเราไม่มีข้าวแบบนี้เลี้ยงชีวิตเรา เราก็อยู่ไม่ได้ วันนี้เรามารวมข้าวทำบุญ  สร้างทุนเอาไว้ต่อสู้ปกป้องผืนแผ่นดินของเราของลูกหลานเรา อยากให้ลูกหลานมาดู ว่าถ้าไม่มีนาก็ไม่เห็นภาพแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งดินก็เค็ม อากาศก็เค็ม มลพิษมากมายที่จะเกิด เราจะอยู่กันยังไง เราก็พยายามให้ข้อมูล บอกเล่าให้ลูกหลานของเราฟังตลอด ทำให้จนบัดนี้ แม่สู้มา 11 ปี ทำบุญกองข้าวใหญ่เพื่อเป็นทุนมาแล้ว 9 ครั้ง ปรากฏว่าพี่น้องให้ความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง นา 25 ไร่ ที่แม่ให้ทำ ช่วยกันดำกันไม่ถึงวัน ใช้รถไถ 15 คัน ทำกันประมาณ 4-5 ชม.ก็เสร็จ  ทำให้เห็นว่าถึงเราจะมีแค่พออยู่พอกิน แต่ก็ต่อสู้เรื่องใหญ่ๆ กันได้ สั่งสอนลูกหลานให้สืบสานกันต่อไปได้ จนแม่เคยนึกอยากกลับไปทำนาไถควายกันเพื่อรักษาไว้ให้ลูกหลานได้เห็นได้ดูกัน อย่างปีนี้นาแม่ได้ข้าวมา 200 กว่ากระสอบปุ๋ย พอเดือนมกราคม พี่น้องเราเสร็จจากนาหมดทุกคนก็เอามารวมทุนกัน บางคนใจถึงมากๆ ก็มอบให้เลยคนละกระสอบๆ รวมๆ แล้วปีนี้ เราได้เงินเข้ากองทุนเกือบ 2 แสนบาท ซึ่งนี่ทำให้เห็นว่า ยิ่งนับวันกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งเข้มแข็ง ทำให้แม่ภูมิใจมาก”  แม่มณีกล่าว

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s